Home

Banners

ป้ายโฆษณา

แล้วรักษาคำมั่นคำสัญญาที่รับปากเอาไว้ และทำให้ได้ รวมถึงต้องมีความจริงใจและซื่อสัตย์ ซึ่งถ้าทำได้ก็ซื้อใจเขาได้” บุษบา ทรัพย์ล้อม กล่าว

ณ วันนี้ J&J Group of Company ทั้งหมด 5 บริษัท 3 บริษัทแรกคือ

1.J&J Warehouse and Service 

2.J&J Distribution Center ทั้ง 2 บริษัทนี้กิจกรรมธุรกิจหลักเป็น Warehouse ให้เช่า และรับลูกค้าที่เช่าพื้นที่อย่างเดียวและมาบริหารจัดการเองด้วย อีกส่วนเป็นลูกค้ากลุ่ม Logistics เราจะเป็น Third Party ให้ Operation ให้ ลูกค้าเพียงติดต่อโทรบอกและส่งของเข้ามา ทางบริษัทฯจะบริหารจัดการให้ ทั้ง สต็อก แพคกิ้ง โดยแยกเป็น 2 บริษัท 2 พื้นที่คือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดปราจีนบุรี ที่เพิ่งเปิดได้เป็นปีที่ 3 โดยวัตถุประสงค์ที่เปิดเพื่อรองรับกลุ่มฮอนด้าทั้งหมด คือลูกค้าเก่าที่อยู่อยุธยาย้ายไป และมีลูกค้าใหม่ด้วย

3. J&J Logistics System ซึ่งเริ่มแรก แผนกขนส่งจะอยู่ในบริษัทแม่คือ Warehouse and Service แต่ได้มีการแยกออกมาเป็น Logistics System   เพื่อประกอบการขนส่งโดยเฉพาะ เนื่องจากแผนกนี้สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองได้ ซึ่งมีรถประมาณ 350 คัน

4.J&J Metal and Glasswork จริงๆ แล้วเป็นบริษัทแม่ เป็นบริษัทที่เริ่มต้นก่อตั้ง ทำเกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรม โต๊ะ คอนเวเยอร์ และ 5. J&J Scrap and Recycle services

J&J Group of Company เน้นให้บริการกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม ประกอบธุรกิจ ให้เช่า Warehouse, ทำการ Packing ส่งออก งาน Stock Control งานต่อ Process จะเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ส่วนใหญ่ งาน Inspection งานที่ลูกค้านำเข้ามาแล้วต้องการให้ Recheck ตรวจสอบ หรือของที่เกิดเสียให้ทำ Re work ให้ทาง J&J รับหมดจนส่งให้ลูกค้า ส่วนงาน Transport บริการจัดส่งให้จบกระบวนการ  ลูกค้าที่เช่าคลังสินค้า J&J ส่วนใหญ่เกินครึ่งให้J&J บริหารจัดการให้ ลูกค้าบางรายนัดหมายมาเจอหน้าปีละครั้งหรือสองครั้ง เพราะงานทุกอย่าง J&J เคลียร์ให้ทั้งหมด

 

J&J บริหารวิกฤติให้เป็นโอกาส

บุษบา ทรัพย์ล้อม กรรมการบริหาร J&J Group of Company กล่าวว่า J&J มีจุดเปลี่ยนสำคัญคือหลังน้ำท่วม รถคันแรกมา ฮอนด้าคาร์มีการเพิ่มกำลังผลิตจำนวนมาก J&J สร้างที่อยุธยาเสร็จ Warehouse จากเดิมมีแค่ 30,000 กว่าตารางเมตร เพิ่มเป็น 70,000 ตารางเมตรและเป็น 100,000 ตารางเมตร จากนั้นไปสร้างที่ปราจีนบุรี การเติบโตต่อเนื่อง Warehouse เพิ่ม  รถเพิ่ม เป็นขั้นๆ มีขยายตลอด เป็นจังหวะที่เติบโต

สำหรับธุรกิจคลังสินค้าที่ J&J เติบโตมานั้นเส้นทางโดย J1 เริ่มปี 2544 ส่วน J2 เริ่มปี 2548 ส่วน J3 เริ่มปี 2555 และ J4  เริ่มต่อมา โดยมีรวมทั้งหมด 14 อาคาร

“ผลพวงในวิกฤติน้ำท่วมเป็นโอกาส ในการขยาย เพราะซื้อที่ดินในช่วงหลังน้ำท่วม ซึ่งคนภายนอกไม่กล้าซื้อ เพราะเห็นถูกน้ำท่วม ด้านหน้าไร่ละ 2 ล้าน แต่ด้านหลัง มีไร่ละ2 แสน 3 แสนบาท 7 แสนบาทด้วย ทำให้เบาไปได้ ส่วนการ ถมดินสูงเท่ากับคันของโรจนะ ไม่มีทางท่วมอีกแล้ว เทียบแล้ว ค่าถมดินแพงกว่าค่าที่ดิน”

ในบริหารระบบต้นทุน การบริหารค่าใช้จ่าย การลดการรั่วไหล J&J เลือกจัดการให้ระบบมาเป็นตัว Management เช่น น้ำมันใช้ระบบเติมน้ำมันอัจฉริยะ PTT Fill & Go ของปตท. ติดกับหัวลากเกือบครบแล้ว และได้เริ่มติดรถ 6 ล้อแล้ว โดยจะไม่ต้องบริหารเรื่องน้ำมันว่าต้องเบิก เท่าไร เพราะยังไง น้ำมันออกจากหัวจ่ายและเข้าถังรถ J&J แน่นอน และรถวิ่งคุมด้วย GPS และเชื่อมในระบบ

“ไม่มีปัญหาเรื่องการเบิกเงิน และเป็นภาระคนจัดรถ ทำระเบียบใหม่ เช็คน้ำมัน ตรงไหนมี Fill & Go ในเส้นทางก็เติมให้เต็ม  และส่งผลดีต่อเรื่องสรรพกร ไม่มีบิลเขียนด้วยลายมือ เพราะหากเขียนผิดที่อยู่ผิด  เบิกไปแล้ว ยื่นสรรพกรจะปวดหัวมาก ซึ่งสรรพกรมีข้อกำหนด ให้ออกบิลทุกครั้งจะรวมไม่ได้ Fill & Go จะชัดเจน เติมแล้วบิลพริ้นต์ออกมาทันที ซึ่งดีมาก โดยทำเครดิตเป็นวงเงินกับธนาคารกสิกรไทย เป็นเครดิต 45 วัน ไม่ต้องจ่ายล่วงหน้า ดีทุกฝ่าย ดีทุกเรื่อง แก้ปัญหาได้หมด มีดาต้าจับได้ง่าย จำนวนน้ำมันที่เติม และค่าน้ำมัน และยังทำให้รู้ถึงพฤติกรรมการขับว่าสิ้นเปลืองน้ำมันหรือไม่ สำหรับคนขับแต่ละคนได้อีก  ขับประหยัด มีค่าตอบแทนเป็นค่าเที่ยวที่คืนให้คนขับ ไม่ต้องแอบเอาน้ำมันออกไป”

J&J ทิศทางการลงทุน

สุจินต์ ทรัพย์ล้อม
กล่าวว่า งาน Transport ด้านขนส่ง มองว่าจะขยายได้อีก ด้วยความมาตรฐาน ที่เรามีและพัฒนาต่อไป ส่วน Warehouse คิดว่าอาจจะนิ่งๆ ไปก่อน ยังไม่เพิ่มมากนัก ในมุมมองของ J&J มองว่า Transport อนาคตไปได้ดี เพราะยังมีโซนลาดกระบัง แหลมฉบัง ที่ยังนำเสนอโมเดลมาตรฐาน ที่ลูกค้ายังตอบรับได้ดี โดยเฉพาะที่แหลมฉบัง

“เรามองว่า ในแง่ธุรกิจหากลงทุนก่อสร้างคลัง  100 ล้านบาท 10 ปีคืนทุน แต่ถ้าเอาเงิน 100 ล้านออกรถหัวลากได้ประมาณ 30 คัน ประมาณคันละ 3 ล้านบาท เอารถ 30 คันไปวิ่งงาน เชื่อว่า รายได้จะเข้ามามากกว่าการทำคลังพื้นที่ 9,000 ตารางเมตร ขณะที่รถหัวลาก ระยะคืนทุน แบบสบายๆ  5 ปี ผ่อนรถหมด กำไรยังอยู่ที่ตัวรถ เอารถขายยังได้คืนเกือบ 50% เพราะการซ่อมบำรุงเราตัดออก หากเป็นคลังสินค้าต้องรอ 10 ปี คืนทุนค่อยเก็บรายได้ส่วนต่าง”

อย่างไรก็ตามพื้นฐาน J&J โตมาจากคลังสินค้า มี Knowhow คลัง ซึ่งไม่ใช่จะไม่ลงทุน Warehouse หากมีโอกาสที่ดีจะลงทุนแน่นอน แต่หากเปรียบเทียบระหว่างรถขนส่งสอนค้า กับ Warehouse ขยายรถได้เร็วกว่า ไม่ต้องรอเวลาก่อสร้างอีก รถเมื่อต้องการใช้งานหรือได้สัญญางาน สามารถออกได้เลย ไฟแนนซ์รอพร้อมออกให้ทันที

ในจุดแข็งของ Warehouse นั้น J&J มีความแข็งแกร่งในตำแหน่งที่ตั้ง เช่น พระนครศรีอยุธยา กรณีจะขยายไปแหลมฉบัง ยังมองไม่เห็นว่าจะซื้อที่ดินบริเวณไหนที่ลงทุนแล้วคุ้ม เพราะไร่ละ 12 ล้านบาท แต่ราคาขาย Warehouse 130 บาท ต่อตารางเมตรเท่านั้น  10 ปี ไม่คุ้ม ต้องไป 20 ปี  ส่วนลาดกระบัง Warehouse เต็มทั้งเส้น ราคาที่ดิน 8 ล้านบาท 10 ล้านบาทต่อไร่ ไม่สมควรที่จะทำ แต่ให้บริการรถขนส่งขยายได้

การเพิ่ม Warehouse คงจะต้องดูต้นทุน แต่การบริหาร Warehouse ที่มีอยู่ยังทำต่อไป หรือหากจะทำแถวลาดกระบัง หรือแหลมฉบังก็มีโครงการเสนอลูกค้า แต่เป็นการเช่า เพราะต้นทุนเช่า ถูกกว่าลงทุนทำเอง น่าจะเป็นทางออกที่คุ้มกว่า

ส่วนการลงทุนรถบรรทุก ภายใน 2-3 ปีนี้ จะเพิ่มเป็น 500 คัน ตามแนวโน้มตลาด แนวโน้มการส่งออกของประเทศ เพราะ J&J แทบจะเป็นผู้นำเรื่องคุณภาพในด้านการขนส่ง ที่สามารถแข่งขันได้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจประเทศ ดีหรือไม่ดี แต่งานอยู่ที่คุณภาพ บาง Case ไม่ได้เข้าประมูล แต่ลูกค้าเลือก J&J

หลายรายหรือผู้ขนส่งมองธุรกิจคลังสินค้า เพื่อเสริมทัพ และมองว่าการสร้าง Warehouse เป็นแบบให้เช่า ซึ่งรายได้อาจไม่ใช่อย่างคาดหมาย บางคนมองเป็นเสือนอนกิน แต่ไม่สนุกเท่ารถ เพราะวิ่ง 2 กะ รายได้ 2 เท่า แต่Warehouse หากไม่มี OPERATION ก็ไม่สนุก และกว่าจะทำได้ก็ต้องลงทุนระบบอีก

การลงทุน Warehouse เก็บค่าเช่าเป็นประเด็นหนึ่ง ยังต้องมีค่าแพค ค่าโหลดเข้าตู้ ออกตู้ ค่าบริหารจัดการ มีบริการอื่นๆ ที่ตามมาอีก เพื่อให้เกิดกิจกรรมเพื่อให้มีรายได้ หากไม่มีกิจกรรมต่อเนื่อง ส่งคืนเงินกู้เหนื่อยมาก เชื่อว่ามีหลายรายคิดว่า Warehouse ดีมีรถบรรทุกด้วย อยากทำเหมือน J&J แต่ J&J เป็นแพ็คเกจบริการครบวงจร

J&J โชคดีที่เริ่มทำตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน ไม่เคยว่าง คือมีลูกค้าจองก่อนจึงก่อสร้าง จะไม่ทำอะไรล้ำหน้า ที่จะเครียดคือ สร้างไม่ทันที่ลูกค้าต้องการ เพราะอาจจะเจอปัญหาฝนตกบ้าง ระบบ J&J เป็นแบบเหมา ซอยงาน แยกงานไป ตอกเข็ม ทำปูน ทำโครงสร้าง จะทำให้ลดระยะเวลาก่อสร้าง เช่น 1.5 ปี เหลือ 6 เดือน ทำให้เก็บรายได้เร็วขึ้น ซึ่งอาจจะไม่ได้เต็มพื้นที่ 100% แต่ลูกค้าเริ่มเข้าได้แล้ว

“ที่ผ่านมา ยอมรับว่ายาก กว่าจะถึงจุดนี้  หลายคนมองว่า Warehouse เหมือนเสือนอนกิน แต่ทำไม่เป็น จะเป็นเสือลำบาก”

………………………………….

ติดตามเนื้อหาเต็มฉบับได้ในนิตยสาร Logistics Thailand ฉบับ ฯ OCTOBER 2018