Home

Banners

ป้ายโฆษณา

Transport Infrastructure

Development Strategy  2022

20 Transport  infrastructure  investment project s
โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 
Single Rail Transfer Operator : SRTO
ศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ
Thailand-Japan Railway Cooperation 
ไทย-ญี่ปุ่น รถไฟทดลองขนส่งสินค้า
ด้วยตู้คอนเทนเนอร์ขนาดเล็ก

กระทรวงคมนาคมได้กำหนดแผนการลงทุนระยะ 8 ปี (2558-2565) ไว้ 5 เรื่อง 1. โครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง  2. ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 3. โครงข่ายถนนเชื่อมโยงชายแดน  4. ระบบการขนส่งทางน้ำ ซึ่งได้พัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง และอนุมัติไปแล้ว 2 แผนงาน และอยู่ระหว่างพิจารณาขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3  การขนส่งเป็นเรื่องสำคัญ จึงต้องมีการอนุมัติศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 1 เป็นการปรับพื้นที่เอารางไปในท่าเรือ  5. การขนส่งทางอากาศ ปัจจุบันกำลังสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 เพราะตอนออกแบบรองรับผู้โดยสาร 45 ล้านคน แต่ปัจจุบันผู้โดยสารปีละ 50-55 ล้านคน

สุวรรณภูมิเฟส 2  มี 4 ส่วนด้วยกัน 1. รันเวย์ที่ 3 รอการพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จะทำควบคู่กันตามประกาศ คสช.ทางบริษัทท่าอากาศยานไทย (ทอท.) สามารถขออนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างได้ เมื่อรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมผ่านการอนุมัติจึงจะประกวดราคา ซึ่งโครงการอื่นก็ทำแบบนี้ 2.อาคารผู้โดยสารมี 2 อาคาร ขั้นตอนทีโออาร์เสร็จแล้ว รอประกวดราคาอาคารแซทเทิลไลท์ ที่อยู่ด้านใต้สนามบิน ซึ่งมีหลุมจอด หรืองวง ให้สามารถเพิ่มสล็อตเครื่องบินได้ 3.โครงการรถไฟฟ้าเชื่อมระหว่างอาคารผู้โดยสาร (เอพีเอ็ม) คาดว่าทอท.จะประกวดราคาอาคารผู้โดยสารแซทเทิลไลท์เดือน เม.ย.นี้ 4.อาคารเทอร์มินอลทางด้านเหนือที่อยู่ข้างอาคารผู้โดยสารในปัจจุบันก็ต้องสร้าง

ต้องพัฒนาสนามบินอื่นๆ ที่เป็นปลายทางของประเทศไทยที่ชาวต่างชาติจะเข้ามา เช่นที่สนามบินภูเก็ต หาดใหญ่ และเชียงใหม่ ปัจจุบัน ทอท.สร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะเปิดเดือน มิ.ย.นี้ แต่คาดว่าเมื่อสร้างเสร็จอาจรองรับไม่พอ จึงจะพิจารณาขยายรองรับผู้โดยสารต่อไป แต่สนามบินภูเก็ตจะต้องพึ่งพาสนามบินข้างเคียงด้วยเช่น สนามบินกระบี่ และอนาคตมีข้อเสนอสร้างสนามบินเพิ่มที่ภูเก็ต ส่วนสนามบินเชียงใหม่ ได้เปิดอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศไปแล้ว

 

สนามบินในเมืองหลวงจะใช้ 3 สนามบิน 1.สนามบินสุวรรณภูมิ 2.ดอนเมือง เปิดอาคาร 2 ไปแล้ว เหลืออาคารผู้โดยสารภายในประเทศเดิม ซึ่งปัจจุบันเป็นอาคารร้าง แต่ ทอท.จะนำมาปรับปรุงรองรับให้ได้ 30 ล้านคนต่อไป เฉพาะใน กทม.รวม 90 ล้านคน 3.สนามบินอู่ตะเภา ได้รับการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารเพื่อรองรับเที่ยวบินประจำ และจะเปิดเดือนมิ.ย.นี้

ขั้นตอนต่อไปไทยจะพัฒนาเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานในภูมิภาค มีการศึกษาเรียบร้อยแล้วทั้งนี้ ประเทศต้องเร่งรัดพัฒนา เพราะล่าช้ามานานกว่า10 ปี เป็นโอกาสของสายการบินต่างๆ จากเดิมที่ต้องบินไปซ่อมที่จีน สิงคโปร์ ในเร็วๆ นี้เมื่อขออนุมัติทำศูนย์ซ่อมอากาศยานในปีหน้าก็จะพัฒนาเป็นศูนย์ซ่อมได้

ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ระยะ 8 ปี (58-65) ประกอบด้วย 5 แผนงาน ได้แก่ การพัฒนาโครงข่ายทางรถไฟระหว่างเมือง การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล การเพิ่มขีดความสามารถทางหลวงเพื่อเชื่อมโยงฐานการผลิตที่สำคัญของประเทศ เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำ และการเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการขนส่งทางอากาศ โดยมีแนวทางในการดำเนินงานทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว

โครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ ปัจจุบันโครงข่ายทางรถไฟมีระยะทางรวม 4,043 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่บริการ 47 จังหวัด ส่วนใหญ่เป็นทางรถไฟทางเดี่ยว ซึ่งกระทรวงคมนาคมจะผลักดันรถไฟทางคู่ เพื่อเพิ่มศักยภาพระบบโลจิสติกส์ของประเทศ และส่งเสริม ระบบเศรษฐกิจโดยรวมของชาติ โดยมีแผนพัฒนาเส้นทางรถไฟทางคู่ขนาด 1 เมตร (Meter Gauge) จำนวน 6 เส้นทาง ระยะทาง 905 กิโลเมตร ประกอบด้วย เส้นทางฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย, ชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น, ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร, ลพบุรี-ปากน้ำโพ และ มาบกะเบา – ชุมทางถนนจิระนครปฐม – หัวหิน

จะดำเนินการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร โดยจะออกแบบเป็นรถไฟทางคู่ ขนาดทางมาตรฐาน 1.435 เมตร (Standard Gauge) และจะก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงในระยะต่อไป เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่, กรุงเทพฯ-ระยอง และกรุงเทพฯ-หัวหิน

โครงการความร่วมมือก่อสร้างทางรถไฟไทย-ญี่ปุ่น เส้นทางกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ เส้นทางกรุงเทพฯ-แหลมฉบัง และเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เพื่อพัฒนาเส้นทางรถไฟสนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ การท่องเที่ยว และการพัฒนาพื้นที่ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Corridor) ตลอดจนให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการขององค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนโครงสร้างพื้นฐานทางถนน กระทรวงคมนาคมมีถนนในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง ระยะทาง 66,871 กิโลเมตร กรมทางหลวงชนบท ระยะทาง 49,080 กิโลเมตร การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ระยะทาง 207.9 กิโลเมตร

กระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองในเส้นทางสำคัญ ประกอบด้วย บางปะอิน-นครราชสีมา, พัทยา-มาบตาพุด และบางใหญ่-กาญจนบุรี เพื่อพัฒนาโครงข่ายทางหลวงมาตรฐานสูงรองรับการเดินทางและขนส่งสินค้าระหว่างกรุงเทพฯ ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ เป็นทางแนวใหม่ตามมาตรฐานทางหลวงพิเศษขนาด 4-6 ช่องจราจร การปรับปรุงถนนเชื่อมโยงแหล่งเกษตรและแหล่งท่องเที่ยวให้ครอบคลุม เข้าถึงทุกพื้นที่ การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งทางถนน เช่น จุดพักรถบรรทุก สถานีขนส่งสินค้า ศูนย์เปลี่ยนถ่ายระหว่างการขนส่งทางรางกับทางถนน เพื่อให้เกิดระบบขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ

ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานทางน้ำ มีแผนพัฒนาการขนส่งทางลำน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก ให้สามารถใช้ประโยชน์ในการเดินเรือได้ทั้งปี ดำเนินการปรับปรุงท่าเทียบเรือสาธารณะในแม่น้ำลำคลองให้มีความสะดวก ปลอดภัยได้มาตรฐาน เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางที่ประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเชื่อมต่อการเดินทางกับรูปแบบการขนส่งอื่น

การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ได้เร่งรัดโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกสินค้าทางน้ำ เช่น ท่าเรือปากบารา ท่าเรือสงขลา แห่งที่ 2 ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 การพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนการดำเนินการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ระบบคมนาคมขนส่งเข้าสู่ท่าเรือ กฎระเบียบด้านศุลกากรที่เอื้อต่อการนำเข้า ส่งออก เป็นต้น นอกจากนี้ ได้ดำเนินการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวด้วยเรือสำราญ เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางมารีน่าของอาเซียน

โครงสร้างพื้นฐานทางอากาศ ประเทศไทยมีท่าอากาศยานจำนวน 38 แห่ง อยู่ในความดูแลกรมท่าอากาศยาน 28 แห่ง บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) 6 แห่ง บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด 3 แห่ง และกองทัพเรือ 1 แห่ง ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี คาดว่าในปี 63 จะมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 108,923 คน/เที่ยวต่อวัน และปริมาณการขนส่งสินค้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 396 ตันต่อวัน

และได้เร่งผลักดันการใช้ประโยชน์จากท่าอากาศยานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเพิ่มขีดความสามารถท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้สามารถรองรับผู้โดยสารจาก 45 ล้านคน/ปี เป็น 65 ล้านคน/ปี ท่าอากาศยานดอนเมือง ให้สามารถรองรับผู้โดยสารจาก 18 ล้านคน/ปี เป็น 30 ล้านคน/ปี ท่าอากาศยานภูเก็ต ให้สามารถรองรับผู้โดยสารจาก 7.5 ล้านคน/ปี เป็น 12.5 ล้านคน/ปี ประสานความร่วมมือกับกองทัพเรือ เพื่อพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา ให้เป็นท่าอากาศยานเชิงพาณิชย์แห่งที่ 3 และก่อสร้างท่าอากาศยานเบตง เพื่อแก้ไขปัญหาด้านการคมนาคมของอำเภอเบตง จังหวัดยะลาและพื้นที่ใกล้เคียง และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคงของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะแก้ปัญหาจราจร จากปริมาณการเดินทางของประชากรในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี คาดว่าในปี 63 จะมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น เป็น 23.18 ล้านคน/เที่ยวต่อวัน ทำให้ความเร็วเฉลี่ยในการเดินทางของพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีแนวโน้มลดลงเหลือเพียง 13.64 กิโลเมตร/ชั่วโมง จึงดำเนินการพัฒนาโครงข่ายขนส่งมวลชนที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มีความทันสมัย ครอบคลุมพื้นที่บริการ และสอดคล้องกับการขยายตัวของเมือง ซึ่งจะสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทางมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ดำเนินการก่อสร้างรถไฟฟ้า 10 เส้นทาง ระยะทาง 464 กิโลเมตร ก่อสร้างระบบรถไฟชานเมือง ปรับปรุงรถโดยสารประจำทางให้ประชาชนได้ใช้รถที่ได้มาตรฐาน ลดมลพิษในเขตเมือง พร้อมกับการจัดระเบียบรถโดยสารสาธารณะ นำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการระบบการให้บริการ เช่น ระบบตั๋วต่อตั๋วร่วม การให้บริการด้านทะเบียน การรับชำระภาษีของกรมการขนส่งทางบก เป็นต้น

ปัจจุบันแผนปฏิบัติการลงทุนระยะเร่งด่วน มี 21 โครงการ วงเงินลงทุนกว่า 1.7 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นทางถนน 3 โครงการ ทางอากาศ 1 โครงการ ทางน้ำ 2 โครงการ และระบบราง 14 โครงการ ที่ผ่านมาได้ลงมือทำและคืบหน้าไปหลายโครงการ เริ่มต้นจากทางบกได้ผลักดันโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หรือมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง มูลค่ารวมกว่า 160,420 ล้านบาท ผ่านการพิจารณาของ ครม.แล้ว ที่สำคัญ 2 ใน 3 โครงการนี้ คือ เส้นพัทยา-มาบตาพุด กำลังเดินหน้าสู่ขั้นตอนการออกทีโออาร์ คาดลงมือก่อสร้างทันไตรมาส 2 ปี 2559

ขณะที่เส้นบางปะอิน-นครราชสีมา และเส้นกาญจนบุรี- บางใหญ่ ได้ผลักดันให้เป็นโครงการให้เอกชนร่วมลงทุน ในโครงการของรัฐ (พีพีพี) เพื่อลดภาระการใช้งบประมาณรัฐบาล และผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (คณะกรรมการพีพีพี) ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่มีกรอบโครงการพีพีพี ฟาสต์แทร็ค

โดยกำหนดให้กระทรวงคมนาคมขอความเห็นชอบโครงการภายในเดือน ธ.ค.2558 จากนั้นเสนอคณะกรรมการพีพีพี เดือน ก.พ.2559 และเสนอ ครม.ภายในเดือน มี.ค.2559 เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมโครงการในเดือน พ.ค.2559 ซึ่งหน่วยงานเตรียมร่างสัญญาทีโออาร์ล่วงหน้าไว้ก่อนได้ เพื่อเข้าสู่กระบวนการประมูลและก่อสร้างต่อไป

การพัฒนาทางอากาศ มีแผนพัฒนาหลักคือ โครงการสนามบินสุวรรณภูมิระยะที่ 2 วงเงินกว่า 51,000 ล้านบาท ที่ผ่านมา การลงทุนทำได้ช้ามากเพราะ ครม.อนุมัติไปแล้วตั้งแต่ปี 2553 และอีไอเอก็ผ่านหมดแล้ว แต่กลับไม่ก้าวหน้า เพราะต้องเผชิญทั้งการเปลี่ยนแปลงบอร์ด เปลี่ยนแปลงนโยบายกระทรวง รวมถึงการปรับราคาลดลง ดังนั้น จึงให้นโยบายว่าจะต้องเร่งให้การดำเนินการเร็วกว่านี้ จากเดิมมีแผนเริ่มก่อสร้างได้เดือน ก.พ. 2559

ขณะที่โครงการพัฒนาทางน้ำ มี 2 โครงการ คือ โครงการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง ท่าเรือแหลมฉบัง 1,864 ล้านบาท โครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 1 อีก 2,031 ล้านบาท

เร่งการพัฒนาระบบราง

การพัฒนาระบบราง ที่รัฐบาลให้ความสำคัญและ มีการลงทุนมากสุด เริ่มจากโครงการพัฒนารถไฟทางคู่ขนาดทาง 1 เมตร ในแผนระยะแรกต้องเร่งทำ 6 โครงการ รวม 118,025 ล้านบาท โดยโครงการช่วงฉะเชิงเทรา-คลอง 19-แก่งคอย ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ได้ผ่าน ครม.ไปแล้ว และเส้นทางมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ และประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ผ่านอีไอเอไปแล้ว ส่วนเส้นทางนครปฐม-หัวหิน รอแก้ไขอีไอเอ เช่นเดียวกับ เส้นทางลพบุรี-ปากน้ำโพ

โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ปัจจุบันมี 5-6 โครงการ โดยรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี 110,116 ล้านบาท ได้จัดทำรายละเอียดเสร็จแล้ว

รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ 131,003 ล้านบาท ได้เสนอเข้าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อรอขอความเห็นก่อนเสนอเข้า ครม. เช่นเดียวกับโครงการระบบรถไฟชานเมือง สายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และสายสีแดงเข้ม บางซื่อ-หัวลำโพง 44,157 ล้านบาท

รถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี 56,725 ล้านบาท กับรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง 54,768 ล้านบาท และรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ 82,494 ล้านบาท ทั้ง 3 โครงการได้ผลักดันให้เป็นโครงการพีพีพี ฟาสต์แทร็ก มีกรอบเวลาทำงานเช่นเดียวกับมอเตอร์เวย์ 2 สายข้างต้น

เตรียมขยายเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวเพิ่มเติม ถือเป็นโบนัสให้กับประชาชน จากปัจจุบันที่กำลังสร้างทิศเหนือจากหมอชิต–คูคต และทิศใต้จากแบริ่ง–สมุทรปราการ จะพิจารณาเพิ่มฝั่งละ 4 สถานี จากสมุทรปราการเพิ่มไปถึงบางปู และคูคตไปถึงคลอง 5 ลำลูกกา เข้าไปในศูนย์เทคโนธานี คลอง 5 ซึ่งผ่านการศึกษาอีไอเอแล้ว

โครงการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ จากพญาไท-บางซื่อ-ดอนเมือง เบื้องต้นจะขยายไปบางซื่อก่อน และค่อยขยายไปดอนเมือง

ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง 155,774 ล้านบาท และเส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน 94,673 ล้านบาท อยู่ระหว่างการทำอีไอเอ แต่จะมีการผลักดันเข้าโครงการเร่งด่วนของพีพีพี เพื่อลงทุนร่วมกับเอกชน