Home

Banners

ป้ายโฆษณา

Single Rail Transfer Operator : SRTO)

พัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ

การท่าเรือแห่งประเทศไทย  (กทท.) คิกออฟ โครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) (Single Rail Transfer Operator : SRTO) โดยเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ได้ลงลงนามสัญญาว่าจ้างบริษัท ITD-WH Consortium (บริษัท อิตาเลียนไทยดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน และบริษัท Henan Weihua Heavy Machinery Company Limited) มูลค่าสัญญา 1,926 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 18 เดือน แล้วเสร็จประมาณเดือนเดือนต.ค. 2560

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นในการปรับปรุงประสิทธิภาพให้ท่าเรือแหลมฉบังมีขีดความสามารถสูงขึ้น โดยเฉพาะการใช้พื้นที่ของท่าเรือที่จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยต่อเชื่อมเส้นทางรถไฟจากสถานีแหลมฉบังระยะทางประมาณ 4.3 กม.เข้าไปภายในท่าเรือ ซึ่งจะลดปัญหาการจราจรติดขัดภายในท่าเรือและลดจำนวนรถบรรทุกบนโครงข่ายถนน ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ประหยัดพลังงาน ส่งเสริมการใช้รางในท่าเรือ เชื่อมโหมด ถนน รางและท่าเรือเข้าด้วยกัน ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สัดส่วนในการขนส่งตู้สินค้าจากทางบกมาทางรางที่ ทลฉ. เพิ่มขึ้นจากเดิม 7% เป็น 15% ในอนาคตตามลำดับ  ที่สำคัญเป็นโครงการที่เร่งรัดการลงทุนของภาครัฐได้เป็นอย่างดี

โครงการ SRTO ตั้งอยู่ในพื้นที่โซน 4  ระหว่างท่าเทียบเรือชุด B และC เนื้อที่ 600 ไร่ (พื้นที่ใช้งาน 370 ไร่และสำรอง 230 ไร่) โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 (ปีดำเนินการ 2559 – 2560) และระยะที่ 2 (ปีดำเนินการ 2565 – 2566) ในระยะแรกนั้น จะก่อสร้างลานขนถ่ายตู้สินค้าทางรถไฟ (Rail Yard) และติดตั้งรางรถไฟจำนวน 6 พวงราง แต่ละรางมีความยาว 1,224-1,434 เมตร สามารถจอดขบวนรถไฟได้รางละ 2 ขบวน รวม 12 ขบวน ในเวลาเดียวกัน พร้อมติดตั้งเครื่องมือยกขนตู้สินค้าชนิดเดินบนราง (Rail Mounted Gantry Crane : RMG)  เป็นเครื่องมือหลักในการจัดเรียงตู้สินค้าในลานเก็บตู้สินค้า ซึ่งสามารถทำงานคร่อม รางรถไฟได้ทั้ง 6 รางในเวลาเดียวกัน  มีเป้าหมายที่จะบรรจุขนถ่ายสินค้าในแต่ละขบวนได้แล้วเสร็จ 1 ชม.ต่อขบวนจากเดิมประมาณ 2.5 ชม. ทำให้สามารถรองรับปริมาณตู้สินค้าได้ 2 ทีอียู.ต่อปี

โครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง มูลค่าโครงการรวม 2,944.93 ล้านบาท โดยกทท.จะเป็นผู้ลงทุนโครงสร้างและเครื่องมือยกขนหลักทั้งหมด รวมทั้งการบริหารและประกอบการเองภายใต้การตั้งหน่วยธุรกิจ (BU) ของโครงการฯคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปี 2561 ซึ่งสอดคล้องกับแผนรัฐวิสาหกิจ ฉบับที่ 11 (ปีงบประมาณ 2558-2562) ที่กำหนดให้มีแผนการพัฒนาระบบการขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟให้สามารถรองรับตู้สินค้าทางรถไฟให้สามารถรองรับปริมาณตู้สินค้าที่จะเพิ่มมากขึ้น เพื่อประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนค่าขนส่งโดยรวมของประเทศและลดปัญหาการจราจรติดขัด

กทท.ได้มีการกำหนดอัตราค่าภาระที่ไม่สูงเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการ สนับสนุนการขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟโดยจะประกาศใช้อัตราค่าภาระ 470 บาทต่อตู้ เมื่อโครงการแล้วเสร็จและเริ่มเปิดดำเนินการ โดยกทท.ได้รับอนุมัติกรอบอัตราค่าภาระขั้นต่ำ-ขั้นสูง ในอัตรา 470  บาท และ 835  บาท ตามลาดับ ต่อตู้สินค้า ทุกขนาดและทุกสถานภาพ และยังสามารถปรับลดอัตราค่าภาระ ในการให้บริการลงได้ไม่เกิน20% ของอัตราค่าภาระขั้นต่ำที่กำหนดอีกด้วย

โดยปัจจุบัน ท่าเรือแหลมฉบัง มีปริมาณสินค้าเฉลี่ยประมาณ  7 ล้านทีอียู.ต่อปี ขณะที่ ปัจจุบันการรถไฟฯ มีขบวนรถสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ จาก ไอซีดีลาดกระบัง-แหลมฉบัง  28 ขบวนต่อวัน (ไป/กลับ) ขีดความสามารถในการรองรับสินค้า 34 ตู้ต่อขบวน หรือ กว่า 900 ตู้ต่อวัน ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ การรถไฟฯ ได้ร่วมกับกรมศุลกากร นำระบบตรวจสอบตู้สินค้าทางรถไฟด้วยเครื่องเอ็กซเรย์ (Railway X-ray Container Inspection System) ณ บริเวณอุโมงค์ เอกซเรย์ขบวนรถไฟท่าเรือแหลมฉบัง โดย ระบบตรวจสอบตู้สินค้าทางรถไฟด้วยเครื่องเอ็กซเรย์ เป็นระบบที่กรมศุลกากรจัดหาเพื่อตรวจสอบตู้สินค้าให้เพียงพอต่อภารกิจในการให้บริการศุลกากร สอดคล้องกับปริมาณตู้คอนเทนเนอร์สำหรับการนำเข้า-ส่งออกที่เพิ่มขึ้นให้มีประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของกรมศุลกากร นอกจากนี้ยังช่วยลดระยะเวลา จากเดิมที่ต้องเสียเวลาในการยกตู้ขึ้นลงในแต่ละขบวนเพื่อตรวจสอบ ทำให้ไม่สามารถขนส่งสินค้าได้เต็มขีดวามสามารถอีกด้วย

จากข้อมูลพบว่า ท่าเรือแหลมฉบังเป็นท่าเรือที่มีตู้สินค้าผ่านเข้า-ออกมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นอันดับที่ 24 ของโลก และจากอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในแต่ละปี คาดว่าในปี 2559  จะมีตู้สินค้าผ่านเข้า -ออกที่ท่าเรือแหลมฉบังเกิน 10 ล้านทีอียู. และตามแผนการพัฒนาขยายท่าเรือ ในปี  2563 คาดการณ์ว่า จะมีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์สูงถึง 16 ล้านทีอียู. ซึ่งจะทำให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นท่าเรือที่มีตู้สินค้าผ่านเข้า-ออกมากเป็นอันดับที่ 5 ของโลก รองจากประเทศ สิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง และเซินเจิ้นของสาธารณรัฐประชาชนจีน

โครงการ SRTO แล้ว ท่าเรือแหลมฉบัง ยังมีโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A ) ลงทุนรวม 1,864.19 ล้านบาท  ตั้งอยู่บริเวณแอ่งจอดเรือที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างท่าเทียบเรือ  A1 และ A0 พื้นที่ 43 ไร่  ระยะเวลาก่อสร้าง 24 เดือน  ( 2558 - 2559)ให้บริการท่าเรือชายฝั่งเป็นการเฉพาะ  รองรับเรือชายฝั่งขนาดระวางบรรทุก 3,000 เดทเวทตัน ยกขนตู้สินค้าคราวละ 200 เดทเวทตัน และขนาด 1,000 เดทเวทตัน ยกขนตู้สินค้าคราวละ 100 เดทเวทตัน ได้อย่างละ1ลำพร้อมกัน รวมทั้งติดตั้งปั้นจั่นหน้าท่าและปั่นจั่นจัดเรียงตู้สินค้าในลานกองเก็บตู้สินค้า เพื่อให้สามารถรองรับตู้สินค้าได้สูงถึง 300,000 ทีอียู.ต่อปี

และโครงการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกแก้ไขปัญหาจราจรภายในท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อยกระดับการให้บริการและสามารถรองรับปริมาณตู้สินค้าได้ที่ 10-11 ล้านทีอียู.ต่อปี อีกด้วย

………………………………….

Thailand’s rail infrastructure

Rail transport tops the new infrastructure development 70% of the total investment in infrastructure will be spent on rail projects.

Rail transport tops the new infrastructure development agenda because it will do so much to increase efficiency and reduce logistics costs. Investment in rail projects will also directly support construction contractors and construction materials makers, while indirectly benefitting such other businesses as transportation and logistics, real estate, wholesale and retail trade, tourism and leisure. Positive spillovers in both the short- and long-term will expand Thailand’s growth.

70% of the total investment in infrastructure will be spent on rail projects. Thailand’s rail infrastructure began to be built more than 100 years ago. Although railroads have long served Thailand as a significant mode of transport, they are largely confined to inter-city routes. Better rail systems would improve both commuter and freight transport for three reasons:

1) Rail transportation requires less construction space than do roads, but has greater transport capacity. In the case of urban mass transit, an electric train viaduct is just one-fourth as wide as a road but can carry twice or three times as many passengers, reducing traffic problems. As for inter-city cargo transportation, plans call for constructing new tracks parallel to Thailand’s existing single-track ones to create a dual-track system, which will increase cargo transport capacity as much as the addition of a six-lane road, but requiring much less space.

2) Mass transit emits less carbon dioxide (CO2 ) and other pollutants than other modes of transport do. According to Hitachi, the level of CO2 emissions by electric rail systems is 30-70 grams/passenger/kilometer, compared to 150 and 170 grams/passenger/kilometer for cars and aircraft.

3) Rail transport is cheaper than other modes of transport. The Office of National Economic and Social Development Board (NESDB) estimates that the cost of shipment by rail is half that of truck transport. Rail cargo transport costs 0.90 baht/ton/kilometer, compared to 2.12 baht/ton/kilometer by truck. Of course, trucking is a necessary complement to rail service because trains do not run door to door, and so these systems need to be integrated. But reducing reliance on trucks reduces costs. As for the opportunities that the new rail investment will generate, EIC has analyzed two main groups of projects, one for Bangkok and one upcountry:

Business opportunities from inter-city rail projects .Thailand’s inter-city train system currently stretches about 4,000 kilometers, over 90% of which is single-track line of 1-meter wide. Rail-track switching between inbound and outbound trains often slows down transportation of passengers and goods. The government propose to solve this problem by constructing an additional track along the existing one. The government has now approved this “double track” plan for 17 routes, for an investment of around 570 billion baht. Beyond the double track plan, an extra track of 1.435 meters wide will be built for medium- and high-speed trains to accommodate the growing number of inter-city passengers. This involves six different routes, with investment totaling at least 1 trillion baht. When the projects start, the construction sector and providers of rail system equipment will benefit right away from new sales and contracts. Then in the long run, when the double-track, medium-speed and high-spe ed services are completed, the expansion of cities and growth of many sorts of business sectors will follow. For example, real estate, wholesale and retail business, and logistics  will flourish at rail intersections, especially in the northeastern region.

The double-track rail service will enhance the efficiency and flexibility of passenger and goods transportation. By adding a 1-meter (e.g., “meter gauge”) track alongside the original lines, the double track service will reduce time now lost when switching between northbound and southbound trains, making transportation more efficient. According to the government’s plan, 17 double-track projects will be built, together worth 570 billion baht. Three of those projects are currently in preparation for auctions, namely

1. Chachoengsao-Khlong 19– Kang Koi Saraburi route (11 billion baht investment), 2. Chira junction Nakhon Ratchasima– Khon Kaen route (27 billion baht), and 3. Prachuap Khiri Khan–Chumphon route (17 billion baht). The next three projects in the pipeline for auctions include: 1. Lopburi–Paknam Po route (25 billion baht), 2. Mab Kabao–Chira Road station (30 billion baht), and 3. Nakhon Pathom–Hua Hin (20 billion baht).