Home

Banners

ป้ายโฆษณา

The Future IoT
“ทศพล คุณะเพิ่มศิริ ”
จุดกระแส  IoT มากว่า 10 ปี

องค์กรภาคเอกชน หรือ หน่วยงานราชการสามารถนำขีดความสามารถของ Internet of Things มาช่วยในการบริหารจัดการสินทรัพย์, การคำนวณ หรือ ประมาณการ ปริมาณการทำงาน, และการพัฒนาสิ่งใหม่ โดยใช้ข้อมูลต่างๆ ที่ถูกรวบรวมผ่าน

Sensors Technology แล้วส่งผ่านเครือข่าย Internet  มาเก็บไว้ในฐานข้อมูลกลาง การประยุกต์ใช้ Internet of Things ( IoT )กรณีอาคารจอดรถของห้างสรรพสินค้า Central จะมี Sensor ไว้ตรวจสอบจำนวนรถที่จอดในอาคาร  Sensor เหล่านี้จะส่งสัญญาณว่าพื้นที่ตรงนั้นมีรถจอดอยู่หรือไม่ ทำให้ผู้บริหารจัดการอาคารเหล่า นั้นสามารถตรวจสอบได้ว่า มีพื้นที่ตรงไหนว่าง จะทำให้ผู้ที่เข้ามาใช้พื้นที่จอดรถ ชั้นไหนของอาคารจอดรถ มีพื้นที่ว่าง และสามารถขับรถไปสู่พื้นที่จอดนั้น โดยไม่ต้องเสียเวลาขับรถวนไปมา    ในความหมาย “Things” คือ “รถยนต์” ที่ถูกตรวจจับโดย “Sensor” และ Sensor จะส่งสัญญาณไปสู่ Server ผ่านระบบเครือข่ายอาจจะเป็น “เครือข่ายภายใน (Intranet)” หรือ “เครือภายภายนอกทั้งที่เป็นระบบปิด (Extranet)” หรือ “เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เป็นระบบเปิด (Internet)”

“ ทศพล คุณะเพิ่มศิริ “ Managing Director D.T.C. Enterprise Co.,Ltd กล่าวถึงเรื่องนี้มากว่า 10 ปีในการสนทนากับ Logistics Thailand วันนี้เรากลับไปคุยกับเขาเรื่อง Internet of Things และบทบาทของ D.T.C. Enterprise ในประเด็นThe Future IoT ( Internet of Things ) บทบาทของบริษัทฯ การขับเคลื่อนและการพัฒนาในอนาคตของ DTC

Q : การพัฒนาของ DTC Enterpriseไปสู่การให้บริการในรูปแบบที่เชื่อมต่อเครือข่ายทั้งหมดให้กับลูกค้า

A : ก่อนที่จะเป็น อินเตอร์เน็ตออฟติงส์ (Internet of Things ) คำแรกที่จะได้ยิน คือ M2M หรือ Machine to Machine เมื่อ 7-8 ปีก่อน ในเวลานั้นบริษัทกำลังทำเรื่อง M2M ซึ่งเป็นเรื่องใหม่มากๆ เป็นจุดเริ่มที่สำคัญในการสร้างจุดแข็งขององค์กร DTC โดยในระบบ GPS ที่บริษัทฯ ทำอยู่ก็มีความหมายลักษณะการบริการ  Machine to Machine ทำให้เครื่องจักรส่งข้อมูล ไปมา ผู้ใช้งานสามารถดูข้อมูลกันได้ การมีข้อมูลดูมากๆ จะสามารถเห็นจุดที่จะนำไปพัฒนาปรับปรุงได้

“ในช่วงนั้นพูดเรื่อง M 2 M จะงงมาก แต่พอได้มีการอธิบายกันพอจะเข้าใจ ส่วนที่บริษัทฯได้ทำมานั้น เป็นการทำมาโดยบังเอิญ ทำมาก่อนที่ศัพท์พวกนี้จะบัญญัติขึ้นมาอีก ซึ่ง M 2 M ตอนนี้เปลี่ยนเป็น IoT  นักบริหารธุรกิจจะพูดเรื่องนี้กันหมด”

การส่งข้อมูลไปมานั้น ความสนุกไม่ได้อยู่ที่เรื่อง GPS แล้ว ใน DTC เวลานี้มีการพัฒนาต่อยอดจากธุรกิจหลักไปสู่การต่อยอดในเรื่องอินเตอร์เน็ตออฟติงส์ (Internet of Things ) ประกอบกับในสภาพการณ์ปัจจุบันทุกคนกำลังสนใจเรื่อง แอพพลิเคชั่น และอยากรู้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้มี Internet of Things ในทุกธุรกิจ จะมี Smart City ,Smart Home , ทุก Smart

ถามว่า DTC ต่อยอดอย่างไร ต้องเรียนว่าในความต้องการข้อมูลไปใช้ประโยชน์ของลูกค้า หน้าที่ของ DTC คือ ทำให้ข้อมูลที่ยากในการเข้าถึงสำหรับการต่อยอดหรือพัฒนากลยุทธการจัดการให้ลูกค้า ให้องค์กรต่างๆ ทำอย่างไรส่งมาได้ เราดึงข้อมูลให้เห็น ลูกค้าต้องการอะไร เขียน APP (Application) ขึ้นมา ตอนนี้บริษัทฯ ต้องแยกบริษัทย่อยชื่อ WITSAWAKAM Software ในการต่อยอดพัฒนา Application  ให้ตามต้องการธุรกิจของลูกค้า ( อ่านเรื่องประกอบ Case Study DTC รุกพัฒนาซอร์ฟแวร์ ให้ CPF บังคลาเทศ )

ในตลาดให้บริการ GPS ตอนนี้ไปได้ดี DTC มี partner  ที่ค่อนข้างแข็งคือ  ทำ OEM ร่วมกับ “ยาซากิ” จากญี่ปุ่น ในการพัฒนาระบบ GPS ให้กับรถ HINO ในเมืองไทย โดยในเรื่อง GPS เป็นแนวรบที่เราลุยไปสุดๆ แล้ว และทีมงานที่มีอยู่ค่อนข้างแข็งแรงและตอนที่ทำกับ HINO ต้องทำเรื่องฮาร์ดแวร์ ซอต์แวร์ที่แข็งแกร่ง รวมถึงทำเรื่องแผนที่ด้วย หลังจากนั้นประเด็น  อินเตอร์เน็ตออฟติงส์  (Internet of Things ) ในเมืองไทยทุกคนพูดเรื่องนี้หมด เราก็มามองจุดแข็งของ  DTC  จะเป็นอย่างไรบ้างในโอกาสการต่อยอดขององค์กร เราพร้อมที่สุดกล่าวคือ

1.เราทำมาก่อนคนอื่น 2.เรามีคนที่คุมงานทุกปัจจัย ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายน้ำ ตั้งแต่ออกแบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเอา input ออกมาจากเครื่องจักรสักตัวหนึ่ง พอออกแบบเสร็จ มาถึงคนที่ดูแลเซิร์ฟเวอร์ ดูแล big data บริษัทฯมีทีมงานที่ชำนาญ เพราะ data มีปริมาณมหาศาล มาถึงเรื่อง แอพพลิเคชั่น ที่จะทำอย่างไรให้สามารถดูข้อมูลบนมือถือได้ง่ายๆ ก็มีคนที่จะทำตรงนี้พร้อม มีครบวงจร

จากนั้นมองหางานได้งานเป็นทางราชการ เริ่มเข้ามา ที่ภูมิใจคือ งานในโรงงานทำเครื่องดื่มสมัยก่อน กรมสรรพสามิตจะต้องส่งคนเข้าไปนับจำนวนผลิตในแต่ละวัน ในเวลานี้ด้วยระบบทำแบบ auto ได้เลย สามารถนับได้เลย ก็เป็นผลงาน DTC

นอกจากนี้มีเรื่องการควบคุมไฟฟ้า ประปา การจราจร เรากำลังทำโครงการเหล่านี้ หรือเรื่องสุขภาพ รถพยาบาล จะมี APP  ซึ่งตอนนี้ได้ทำ APP เรียกรถพยาบาล เรียกรถดับเพลิง เป็นงานที่ได้จากภาครัฐ เป็น APP ขนาดใหญ่ที่ใช้งานแบบมวลชน คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ผ่าน  Application

Q บริษัทฯเข้าไปสู่การพัฒนาออกแบบ อย่างครบวงจร

A : เราใช้คนที่มีเกี่ยวข้องกับ Internet of Things เข้ามา และเราไม่ได้ทำแค่ GPS แล้ว เรามุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัทชั้นนำด้าน IoT แบบครบวงจร  อีกเรื่องที่เรามีแล้วคนอื่นยังอาจจะตามยาก คือเรื่องงานบริการ การทำ Internet of Things การติดตั้งอุปกรณ์เข้าไปในโรงงาน  สุดท้ายจะต้องมีทีมงาน ที่ต้องไปอบรม ดูแลคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ เรามีทีมงานออกไปได้ ตอนนี้ที่ทำให้กับ HINO รถมีปัญหาก็สามารถใช้  Call Center เบอร์ 1176 ติดต่อได้เลย  ตอนนี้มีหลายองค์กร หลายหน่วยงานสนใจมาก แต่สิ่งที่ทำให้เรา โดดเด่นและมีความต่างจากรายอื่น คือ เราประกาศตัวเป็นมืออาชีพด้านนี้ เรามีปัจจัยครบวงจร และมีบริการหลังการขาย มีการดูแล พัฒนา แก้ไขได้ทั้งหมด

Q : การต่อยอดบริษัท นั้น มองปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบ Internet of Things  มีอะไรบ้าง

A : สิ่งที่เราทำ เน้นเรื่องบุคลากร ที่มีความรู้ความชำนาญ มาประจำการ  จะมีฝ่ายขาย ที่สามารถไปหาองค์กรขนาดใหญ่ ถามความต้องการได้อย่างชัดเจน ล่าสุด มีสินค้าอีกตัว คือ กล้องวงจรปิด จากเดิม ที่กล้องวงจรปิดจะส่งข้อมูลภาพมาได้จะต้องมีสายโทรศัพท์ มีอินเตอร์เน็ตบ้าน แต่ปัจจุบันเราพัฒนาจาก GPS ติดรถ เป็น DBR สามารถเอาซิมการ์ด ปั่นเป็นภาพออกมาได้เลย โดยเรามีเซิร์ฟเวอร์ ขนาดใหญ่รองรับได้ เมื่อทำเสร็จแล้ว ลูกค้า มีบ้าน มีไซด์งาน ต้องการติดตั้ง ก็เป็นอีกสินค้าที่บริษัทฯ

หรือทำในหน่วยงานราชการ ตัวเรือประมง   เรื่องใบเหลือง IUU จาก EU หากจะให้หลุด จะต้องติดอุปกรณ์ที่เป็น Tracking แบบที่เป็นดาวเทียม ซึ่งอยู่ในทะเลสามารถดูได้ด้วย แต่ปรากฏว่าต้องมีใบรับรองของยุโรป  ขายราคา 50,000 บาท ค่าบริการรายเดือนอีก 2,500 บาท ชาวประมงไม่ไหว ในฐานะนักพัฒนาระบบซึ่งเป็น Internet of Things แบบหนึ่งที่อยู่ในมือ มีคนพัฒนาฮาร์ดแวร์ มีคนรู้เรื่องสื่อสาร พัฒนาระบบได้ เสร็จใน 3 เดือน ขอใบอนุญาตอีก 2 เดือน สรุป 5 เดือนมีระบบนี้ใช้ได้แล้ว ปัจจัยที่สำคัญต้องทำของให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งเราได้เตรียมคนไว้พร้อม ยกตัวอย่าง งานที่เรียกว่าทะเล ให้คนอื่นทำเป็นปี หรือ 2 ปี บริษัทเราพิสูจน์ประมาณ 5 เดือนเสร็จ เพราะเรามีคนอยู่แล้ว

ต่อไปก็ไปขายองค์กรใหญ่  ดูว่า สิ่งที่เป็น Internet of Things ) ต้องการอะไร นำเสนอและพัฒนาตามความต้องการในเวลาอันรวดเร็วและในเวลาที่เหมาะสม คือสิ่งที่บริษัทฯวางตำแหน่งองค์กรไว้ รวมถึงดูแลหลังการขาย แบบครบวงจร

Q:  Internet of Things ) เปรียบกับอะไรในองค์กร สำหรับบริษัททุกๆ แห่ง

A : คือ เหมือนดวงตา คือต้องมีข้อมูลให้มอนิเตอร์เพื่อผู้บริหารจะได้รู้ว่า ในแต่ละหน่วยงาน แต่ละชิ้นส่วน แต่ละยูนิตของธุรกิจ มีปัญหา มีอุปสรรค หรือสิ่งที่ต้องพัฒนาหรือไม่ การจะเห็นได้ต้องดูจากข้อมูล หน้าที่ของเราคือเอาข้อมูลไปให้เห็น ตอนเริ่มทำกล้อง DBR ปกติ ทำเป็น real time ลูกค้าต้องการให้ back up ข้อมูลให้ในเซิร์ฟเวอร์ ประมาณ 1 เดือน ตอนนั้นเราทำ แต่มารู้ภายหลัง ข้อมูลมากมายมหาศาลในแต่ละเดือน ปกติในต่างประเทศทำแค่ 3วัน 7 วัน ไม่เกินนี้ แต่เราต้องทำ 1 เดือน แต่เมื่อรับปากลูกค้าไปต้องทำ ทำให้เรามีความรู้เรื่อง big data มีคนพูดกันมาก แต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำจริง

เมื่อทำเสร็จทำให้ได้รู้ว่า การบริหารจัดการ big data อย่างไร ตอนนี้เราเชิญมืออาชีพ เป็นผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่ มาช่วยทำให้ DTC แข็งแกร่งขึ้น ระดับบริหารมี 2 คน เชิญมาช่วยเมื่อทำได้เรามีประสบการณ์ ต่อไปงานไหนที่ต้องการใช้ big data ทำได้เลย สมัยก่อน พวกจองตั๋วออนไลน์ ไม่มีใครกล้าเสี่ยง พอเปลี่ยนค่ายใหม่ ระบบล่มเวลาจะเปลี่ยนอะไรต้องมีความชำนาญด้านนั้นจริงๆ แม้จะไล่ตามกันหมด แต่เครดิตคือคนที่เคยทำ ผมไม่ได้เก่งกว่าคนอื่น แต่มีประสบการณ์เคยทำตรงนี้

Q : บริษัทย่อย ที่ตั้งเป็นอย่างไร โครงสร้างเป็นอย่างไร

A : โครงสร้างตอนนี้มี 3 บริษัท โดยมีบริษัททำเรื่องแผนที่  ในหลายงานต้องใช้แผนที่ และตอนนี้บริษัทที่ทำ GPS Tracking ในประเทศไทยจะใช้กูเกิลเป็นส่วนมาก  แต่ในระยะยาวเรามองว่า DTC   ใหญ่เกินไป อะไรที่ทำได้ก็อยากจะทำไว้ เพราะสามารถต่อยอดและพัฒนาได้ จึงแยกออกมา และปรากฏว่า งานแผนที่ ไม่ได้ใช้เพาะงาน GPS อย่างเดียวแต่สามารถไปใช้งานกับ Smart City ได้  ใช้กับงานราชการได้ และตอนนี้มีโครงการเรื่องรายงานจราจร real time ก็ใช้ข้อมูลจาก GPS Tracking ที่มี มาประมวลผลและกำลังจะเอามาใส่ในแผนที่ เพื่อดูข้อมูล real time เพราะdata เรามีมากเป็นแสน

อีกบริษัท เน้นเรื่องซอฟต์แวร์ ตอนแรกจะเน้นเรื่องซอฟต์แวร์ด้าน Logistics อย่าง TMS: Transport System หรือWarehouse management กลายเป็นว่าตอนนี้ รับทำ APP  เป็นส่วนใหญ่ ซึ่ง APP มีคู่แข่งเป็นเด็กรุ่นใหม่ๆ แต่หลายคนที่ลองให้น้องๆ ทำดู ยังไม่จบซะทีเดียว เพราะต้องรวมกันทำ บางอย่างอยากประหยัด แต่เสียเวลา ลูกค้าบางรายยอมจ่ายแพงเพราะของได้ใช้แบบไม่มีเรื่องจุกจิกรำคาญ จ้างมืออาชีพอย่างเราทำ โครงการมีเข้ามามาก จึงต้องรับผู้บริหาร ผู้ชำนาญการโดยตรง

“เช่น APP ดับเพลิง APP รถพยาบาล ที่นี่ทำให้กับหน่วยงานราชการ และตอนนี้กำลังจะทำ APP ที่ทุกคนอยากทำมาก เรื่อง รถเที่ยวเปล่า กำลังจะออกแบบแล้ว มีความพยายามจะทำมาก เพราะอยู่ในวงการนี้ต้องทำเรื่องนี้ ย้อนไปเมื่อก่อน เรื่องอูเบอร์แท็กซี่ ทีมงานผมทำได้สบายๆ มา 5-6 ปีแล้ว คิดจะทำแต่ไม่ได้ทำ พอต่างชาติเข้ามาก็หมดโอกาส เราคิดแต่ไม่ได้ทำ ตอนนี้เปลี่ยนใหม่ คิดแล้วต้องทำ และอะไรที่ทำไม่ได้ ต้องทำ ต้องสร้างแรงกระตุ้นเรื่อง รถเที่ยวเปล่า ว่าเป็นเรื่องสนุกถ้าทำได้ เพราะรถเที่ยวเปล่าหาสินค้าได้ จะลดค่าใช้จ่ายได้ ประหยัดพลังงานด้วย ทำแล้ว กำลังจะเปิดตัวเร็วๆนี้ และจะมีอีก 2-3 APP ที่จะเปิดตัวตามมา

Q : ตลาด E-commerce และ Express Logistic มีการวางแผนรองรับอย่างไร

A : เราไม่ได้วางแผน แต่ได้รับการติดต่อให้ทำให้เลย จากคนที่ทำ  E-commerce เพราะอยากให้ลูกค้ารู้ Status ของ Order  ซึ่งไม่ยาก ลง APP Mobile ต่อยอด ลงตัวสินค้าที่ขายออนไลน์อยู่ที่ไหน เป็นพวก customer service ตอนนี้บริษัทที่เราถือหุ้นด้านซอฟต์แวร์ เป็นบริษัทที่มีอนาคต และเตรียมรับคนมากเลย จากเมื่อก่อน คนไม่มาก ตอนนี้ขยายชั้นพื้นที่ทำงาน  แต่เรื่องที่ปวดหัวคือ คน “เพราะเราต้องการโปรแกรมเมอร์ที่ดีมาก ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์มาก “

ตอนนี้สายนี้ขาดกำลังคน ขณะที่บริษัท มีมาตรฐานในการรับคนทำงานค่อนข้างสูง เพราะเราต้องการคนที่ดีมาก กว่าจะผ่านการคัดเลือก สัมภาษณ์ 3-4รอบ และไม่พอต่อการรับคนทำงาน หลายเดือนก่อนรับแบบยกรุ่นเลย จบมหาวิทยาลัยเดียวกัน เห็นว่าใช้การได้ มีเพื่อน รับมาทั้งกลุ่ม ทำงานเป็นทีม แต่จริงๆ อยากได้แบบหลากหลายสถาบันมาเอาความรู้ เกลี่ยกันไป

Q : โอกาสของ DTC ในการทำงานโครงการร่วมกับราชการ  ในด้านไอที

A : เมื่อก่อนราชการค่อนข้างปิด เรื่องไอที การสื่อสารต่างๆ จะเปิดให้ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์จากต่างประเทศมากกว่าคนไทย แต่ก็มีปัญหาต้นทุนค่าใช้จ่ายมาก ซื้อของมาแต่มีค่าอัพเดทแฝง ต้องเตรียมงบปีๆ หนึ่งไว้ 30-40 ล้านบาท แพงกว่าอีก และยังมีปัญหาอีก บางครั้งเปลี่ยนซอฟต์แวร์ไม่กี่ตัว แต่บังคับอัพเดททุกปี บางประเทศขายสินค้านั้นๆ ไม่ได้ ผิดข้อตกลงทางการค้า ประเทศไทยใช้แพงตลอด ขณะที่เราเป็นบริษัทคนไทยที่ทำได้ เช่น GPS ติดเรือที่ต่างชาติบังคับเรือไทย เมื่อคนไทยทำไม่ได้ ราคา  50,000 บาท  ค่าบริการรายเดือน 2,500 บาท แต่เมื่อคนไทยทำได้ ราคาเหลือ 20,000 บาท รายเดือนเหลือ 1,000 บาท ก็ต้องบอกว่าหน่วยงานราชการควรเปิดโอกาสให้บริษัท คนไทยได้เข้าไปทำบ้าง ให้มีความเชื่อว่าคนไทยทำได้ และพิสูจน์ได้ว่า สามารถลดค่าใช้จ่ายงบประมาณรัฐที่ไปจ่ายให้ต่างชาติแพงๆ

Q : กรณีที่ประสบความสำเร็จ ที่บังคลาเทศ ที่มาที่ไปอย่างไร

A : เราไปอินเดียก่อน  ซึ่งค่อนข้างที่จะเป็นประเทศที่มีไอทีเก่ง เราเอา GPS ไปขายที่อินเดีย ซึ่ง ติดตัวอย่างให้ไม่กี่คัน ประมาณ 1 เดือนก็ไปประชุม ทั้งห้องประชุมเอาซอฟต์แวร์เรามาชำแหละกันสนุกสนาน รู้เข้าใจละเอียด ขณะที่โปรแกรมเมอร์เราต้องทำงานเป็นปีกว่าจะเข้าใจ แต่ที่เราทำคือทำได้เร็ว และมีประสบการณ์ในการทำให้ตรงความต้องการ  ทางอินเดียมีความเก่งก็จริงแต่อาจจะทะเลาะกันก่อน  เพราะอยากได้ไปหมด ไม่รู้ความต้องการที่แท้จริงเลยไม่จบง่ายๆ ของเรา เอาเท่านี้ก่อน พอก่อน เรื่องจะจบง่าย

ที่บังคลาเทศเคยมีตัวแทนเอาของเราไปขาย และสร้างชื่อในระดับหนึ่ง เป็นประเทศที่ค่อนข้างยากจนแต่โครงการที่เราได้ เป็นโครงการของซีพีที่บังคลาเทศ แต่คนตัดสินใจเป็นผู้บริหารคนบังคลาเทศ มาดูบางอย่างโปรแกรมบางส่วนที่ไทย เปรียบเทียบโปรแกรมเมอร์บังคลาเทศทำ เราก็แปลกใจเพราะทางอินเดียหรือบังคลาเทศ โปรแกรมเมอร์มาก ราคาน่าจะถูก แต่เค้าเห็นว่าเราสามารถทำโปรแกรมได้ดีกว่าโปรแกรมเมอร์เค้าเลยให้โอกาสทำตัวโปรแกรม ตั้งแต่บริหารจัดการฝ่ายขาย บริหารจัดการสต๊อกสินค้า เหล่านี้ ทุกอย่างเป็นแอพพลิเคชั่นบนมือถือ กึ่งๆ ERPแต่ ERP อาจจะมีความแพง และความสะดวกในการใช้งานอาจจะไม่เท่าของเรา

ตอนนี้ที่เรากำลังจะทำ คือ ฝ่ายขาย เมื่อก่อนจะตามรถ ตอนนี้รถทำได้ระดับหนึ่ง ตอนนี้จะใส่ APP ให้ทุกองค์กรที่มีฝ่ายขายสามารถเป็นลูกค้าเราได้ ทุกองค์กรที่มีฝ่ายบริการ เป็นลูกค้าเราได้ เราจะทำร่วมกับบริษัทมือถือ มีโปรโมชั่นมือถือ โปรโมชั่นซิม ก็เอาโปรแกรมเราใส่เข้าไป ติดตามการทำงานฝ่ายขาย ดูเรื่องสต็อก โปรโมชั่น สรุปการทำงาน ส่วนฝ่ายบริการดูเรื่อง KPI เวลาการทำงาน เลิกงานตรงเวลาหรือไม่ ปิดงานได้กี่ราย เป็นเทรนด์ ทุกอย่างจะอยู่บนมือถือ แล้วอยากได้อะไรบนรถ ทำการเชื่อมต่อเอา ทำกล่องข้อมูลต่อกับมือถือได้

ในการทำงานผมเน้น economy of speed คือทำได้เร็ว ซื้อมาขายไป อ่านเทรนด์ได้ถูก ตอนนี้ธุรกิจ GPS เป็นสินค้าหลัก 70-80 % แต่ตอนนี้เรื่องการรับงานราชการโครงการใหญ่ๆ ปีที่ผ่านมาประมาณ 10% แต่กำลังจะโตขึ้น ตัวซอฟต์แวร์ปีที่ผ่านมา 5 % แต่กำลังจะโตขึ้นอีก ส่วน GPS ถือว่าอยู่ตัว สินค้าทุกตัวจะมีขึ้น มีลง แต่ GPS ค่อนข้างมั่นคง เพราะมีกฎหมายบังคับให้ติด GPS ลูกค้ามามาก ราคาก็ถูกลง เราเลือกลูกค้าองค์กร ซื้อ GPS จากมืออาชีพ ใช้งานไป 5 ปี ไม่ต้องเสียบ่อยๆ ลูกค้าเข้าใจ แต่ลูกค้าที่ติดเพราะกฎหมายก็มีแบบหนึ่ง

Q : การต่อยอดธุรกิจ

A: จะทำกับบริษัทรถ เป็นมหภาค เพราะบริษัทรถอยากได้ข้อมูลเรื่องรถ คือ ชั่วโมงการทำงาน หรือการจะยึดรถ รถอยู่ไหน หรือการที่จะดูแลลูกค้าได้อย่างดี มีการหารือจะทำ service แบบออนไลน์ ติด GPS ดูข้อมูลรถ ชั่วโมงการทำงาน call center สามารถโทรบอกเจ้าของรถ ว่าถึงเวลาเอารถเข้าซ่อมได้แล้ว แบบไม่เสียเวลารอ เพราะจัดคิวจัดอะไหล่ไว้แล้ว ต่อไปถึงขนาดที่ มีการเชื่อมมีการตั้งค่าการดูแลไปเลย ไม่ต้องเอารถเข้าศูนย์ ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ เรารอโอกาส เพราะบริษัทใหญ่ จะทำก็มีขั้นตอนกระบวนการ ยิ่งญี่ปุ่นอาจจะช้า แต่ชัวร์

Q : กรณีไต้หวัน มีการร่วมมืออย่างไร

A : ไต้หวันเป็นประเทศที่เก่งเรื่อง Sourcing เช่น บริษัทที่เป็นเหมือน DTC  เวลาออกแบบอุปกรณ์ที่เป็นฮาร์ดแวร์มา ปัญหาของไทยคือ หาโรงงานดีไม่ค่อยได้ และการ sourcing เราทำได้ไม่เก่ง บางทีอุปกรณ์ตัวหนึ่งราคาแพง มาพังเพราะอุปกรณ์ราคาไม่กี่บาท ตอนนี้เราเริ่มเปลี่ยนจากที่ออกแบบและหาซัพพลายเออร์ ในประเทศ มีทางเลือกหาพาร์ทเนอร์ไต้หวัน Sourcing และผลิตให้ ซึ่งได้สินค้าที่มีคุณภาพดี ฃ

สำหรับงานในต่างประเทศ เช่น ลาว ค่อนข้างแข็งแรงพาร์ทเนอร์ที่ลาวคือบริษัท สิทธิ โลจิสติกส์  ลาว จำกัด อยู่ในกลุ่ม ปิโตรเลียม เทรดดิ้ง เพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ เมื่อ1-2 ปีก่อน และดังมาก เป็นกลุ่มใหม่ ค่อนข้างคิดเร็วทำเร็ว เราไปคุยไม่ถึงเดือนจัดทีมงานแล้ว ส่วนที่เวียดนามค่อนข้างหิน อาจต้องหาพาร์ทเนอร์ เพราะเป็นประเทศค่อนข้างแปลก  และมองที่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ พม่า ว่าอีก 1-2 ปี จะเข้าไป