Home

Banners

ป้ายโฆษณา

The Logistics Thailand Series

15 ปี ฝันบ้า กว่าจะเป็น..!

ชีวิตความเป็นสื่อมวลชนในแขนงสื่อสิ่งพิมพ์ เริ่มออกเดินตอนหลังพฤษภาคม 2535 กับอาชีพนักข่าว และต้องปิดฉากบนถนนน้ำหมึกในบทของลูกจ้างบริษัทในตอนเจอวิกฤติต้มยำกุ้ง ผมออกจากงานไปเป็นพ่อค้าเร่เปิดท้ายขายของเสียครึ่งปี  ในช่วงวันที่ชีวิตติดลบบางเวลามีเงินติดตัวแค่ห้าบาท

แต่ชีวิตก็ต้องย้อนรอยเดิมกลับมาเส้นทางน้ำหมึกเป็นมือปืนรับจ้างบริหารหนังสือ ผ่านไป 9 เดือน พบทางตันอีกรอบ...สิ่งที่เป็นอุดมคติบนเส้นทางอาชีพสวนทางกับวิถีนายทุน!!!

1_Aroon_2543_Open_Companyมตัดสินใจลาออก พร้อมกับก่อตั้งกิจการหนังสือแนวที่ไม่เคยมีมาในเมืองไทย ด้วยเห็นเพียงการสังเกตป้ายชื่อกิจการข้างรถบรรทุกขนส่งสินค้าเปลี่ยนนามจากคำต่อท้ายชื่อกิจการว่า Transport เป็น Logistics ช่วงสั้นๆ แค่เวลา 3 เดือน เกิดการเปลี่ยนแปลงมากกว่า 90 %

ในเวลานั้นก็คาดเดาเอาว่า เรื่อง Logistics กำลัง แต่เนื้อหาข่าวสารด้านนี้ไม่เคยมีในเมืองไทย ช่องว่างในธุรกิจหนังสือน่าจะมีที่ยืนในตลาดหนังสือเฉพาะทาง.....

เงินก้อนสุดท้ายที่เหลือจากการขายรถเก๋งคันแรกหลังเคลียร์หนี้บัตรเครดิต ครึ่งหนึ่งหมดไปกับค่าเช่าสำนักงานและจดทะเบียนบริษัท กลับบ้านไปขอยืมพ่อมาอีก 40,000 บาท

จะว่าไปเป็นลูกบ้า...มากกว่าความกล้า

ใครก็รู้ว่าจะออกหนังสือพิมพ์ได้ถึงจะเป็นรายสัปดาห์ หรือรายปักษ์ ก็ต้องมีหน้าตักหลายล้าน และต้องมีทีมขายโฆษณาที่เก่งพอในการสร้างหนังสือใหม่ ขณะที่ตัวเองมีเพียงความอยากเป็นเจ้าของหนังสือ เป็นแค่นักข่าวตัวเล็กๆ

29 กันยายน 2543 วันที่จดทะเบียนตั้งบริษัท โดยเลือกเช่าทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น ที่สภาพเดิมเป็นร้านเสริมสวย ทำเป็นสำนักงาน แล้วคิดชื่อหัวหนังสือพิมพ์รายปักษ์ที่จะผลิตออกวางแผงจำหน่ายว่า "INTERTRANSPORT LOGISTICS" พร้อมสโลแกน

"หนังสือพิมพ์เพื่อการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนฉบับแรกในประเทศไทย"

และนำชื่อหนังสือพิมพ์เอามาเป็นตัวย่อตั้งชื่อบริษัท "ITL Trade Media"

เส้นทางฝันเริ่มต้น แต่โรงพิมพ์ยังไม่มี โฆษณายังไม่มา ผู้จัดจำหน่ายยังไม่เจอ เงินทุนที่มีใช้พิมพ์หนังสือแค่ปักษ์แรกได้เท่านั้น...!!!

บางทีเส้นทางฝันได้ถูกชะตาเล่นตลกให้เดินต่อฝัน...ได้แบบเหลือเชื่อ

จากคนที่ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่คนที่เป็นพี่น้อง จากคนที่เพียงเพิ่งรู้จัก จากเซลส์ที่เคยมียอดขายโฆษณาเดือนละนับล้านบาทของหนังสือค่ายใหญ่ แต่ยอมรับแค่ค่าน้ำมันเดือนละ 3,000 บาท เพื่อสานฝันให้น้องคนหนึ่งที่อยากสานฝันเป็นเจ้าของหนังสือได้เกิดในวงการ ....

ก่อนที่หนังสือพิมพ์ INTERTRANSPORT LOGISTICS ฉบับปฐมฤกษ์ วันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2543 จะถูกผลิตพิมพ์วางจำหน่าย มีความสามารถเฉพาะตัวเพียงไอเดียที่จะสร้าง Product สื่อสิ่งพิมพ์ที่แตกต่าง วาง Concept ให้ตำแหน่งทางการตลาด Focus ที่ Niche Market นำเสนอ Content ในเชิง Knowlege ใหม่ๆ สำหรับวงการธุรกิจไทย เลือกที่จะเจาะกลุ่มเป้าหมายผู้ให้บริการที่เป็น Logistics Service ข้อสำคัญเลือกทำรายปักษ์ แทนที่จะเป็นรายสัปดาห์ หรือรายเดือนเหมือนที่หลายค่ายเริ่มต้น

เหตุผลที่ทำรายปักษ์ เนื่องจากหนังสือไม่ได้วางตำแหน่งของการแข่งขันในเชิงข่าว แต่เน้นสกู๊ปเชิงความรู้ ตามเป้าหมายสร้างกระทะข้อมูลด้าน Logistics เพื่อสร้าง Value จากข้อมูลในหนังสือพิมพ์ให้สามารถเพิ่มมูลค่าในรูปแบบอื่นในอนาคต และข้อมูลที่ตีพิมพ์ในเล่มนั้น จะต้องมีอายุที่เวลาผ่านไป 3 ปี 5 ปี ก็ยังมีคุณค่าเป็นอัตถะประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ นั่นหมายความว่า...

ต้องการสร้างเนื้อหาที่ไม่ตาย เหมือนข่าวทั่วไป มีอายุของข้อมูลที่ยืนยาวไม่เน่าเพียงข้ามวันเฉกเช่นข่าวกระแสที่เป็นอยู่ในตลาด

เหตุผลที่เลือกทำหนังสือพิมพ์ กระดาษขาว แทนที่จะเป็นนิตยสารรายเดือนในวันเริ่มแรก ในมุมประสบการณ์ในแวดวงสื่อ ในเมืองไทยการเป็นเจ้าของสื่อหนังสือพิมพ์ ถูกมองว่ามีพลังในการเข้าถึงแหล่งข้อมูล และมีแรงดึงดูดในอำนาจการตัดสินใจที่จะเป็นข่าวมากกว่านิตยสาร โดยเฉพาะหากข้อมูลนั้นเกี่ยวเนื่องกับนโยบายประเทศ

แต่ก็ต้องแลกด้วยทุนที่หน้าตักนับล้าน... แน่นอนว่าไม่มีทางเป็นไปได้หากคิดแบบสมการทุนหนาเข้าแข่งขัน
ด้วยมีเพียงไอเดียและเงินทุนก้อนเล็กๆ พิมพ์หนังสือได้ฉบับแรกแล้วหมดทุนหากไม่มีเงินจากรายได้โฆษณา
โฆษณาคือหัวใจสำคัญให้หนังสือเดินต่อไปได้


แต่ด้วยความสามารถทางการตลาดหรือเรื่องโฆษณาไม่มีแม้แต่น้อย จะมีบ้างเพียงความเป็นพ่อค้าในตลาดนัด ที่เรียนรู้มาแต่เด็กตอนอยู่บ้านป่า ที่เก็บผักบุ้งไปขาย ไปรับจ้างขายกะปิในตลาด บางเวลาก็โม่แป้งทำขนมไปขายตามบ้าน มาฟื้นการเป็นพ่อค้าจำเป็นอีกรอบก็ตอนตกงาน ไปเลือกแว่นตา กับนาฬิกา มายืนตะโกนเปิดท้ายขายของในยุคต้มยำกุ้ง แต่ไม่เคยขายโฆษณา ไม่เคยขอโฆษณาใคร เป็นเพียงนักประดิษฐ์คำจากปลายปากกา ให้เป็นเรื่องราวผ่านหน้าหนังสือ

ในใจตอนนั้นคิดว่าตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้าต้องเดินหน้าไปก่อน

ในวันเริ่มต้นจำได้ว่าโฆษณาที่ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งรับปากช่วยเหลือและเป็นยอดที่มีในมือ อยู่ระหว่างเดินทางมาจากมือผู้ใหญ่ เป็นสัญญาใจท่านเอ่ยกล่าวไว้สมัยตนเองเป็นมือปืนรับจ้างบริหารสื่อให้ที่หนึ่งแล้วคุยกัน

ท่านให้ความเอ็นดูบอกกล่าว " มีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกได้"
ผมตอบท่านรัฐมนตรีไปว่า  "ขอบคุณครับ เมื่อถึงเวลา ผมจะมาปรึกษาครับ"
และความช่วยเหลือโฆษณาชุดนี้ประมาณ 400,000 บาท เดินทางมาถึงในวันที่หนังสือพิมพ์ฯ วางแผงไปแล้วกว่าครึ่งปี

คำถามคือว่าแล้วอย่างไรดีละ ...ในช่วงก่อนหน้านั้น

การเริ่มต้นในการเป็นเจ้าของที่ไม่รู้อะไรเลยในการบริหารกิจการ ก็ต้องขวนขวาย เพราะเมื่อก่อตั้งบริษัท ก็ต้องให้ทนายไปจดทะเบียน ไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หาสำนักงานบัญชี ผมก็ใช้วิธีครูพักลักจำจากตำราในร้านหนังสือ นอกจากทำข้อมูล หารูป ส่งให้ฝ่ายศิลป์ที่จ้าง Outsource ไว้ เรียนรู้ทำบัญชีส่งภาษีสรรพากรเองตั้งแต่เริ่มแรก เงินเข้าเงินออก เปิดบัญชีบริษัทกับธนาคาร เซ็นเช็คจ่าย ทุกอย่างเรียนรู้ระหว่างทางเกือบทั้งหมด เป็นนักข่าว เป็นคนขับรถ เป็นคนส่งของ เป็นคนบริหารกระแสเงินสด

ดังที่กล่าว มีเงินทุนเพียงก้อนเล็กๆ สามารถดำเนินงานผลิตหนังสือได้เพียงปักษ์เดียวเท่านั้น การมาของ "พี่ติ๋ม วรรณา พิสาลสิน" คือการเปิดประตูแห่งโอกาสที่สำคัญในการเติมฝันหากมีรายได้จากค่าโฆษณาคือเส้นเลือดที่จะหล่อเลี้ยงหนังสือให้เดินต่อไปได้

ภารกิจของพี่ติ๋ม นอกจากหาโฆษณาที่ผมมีค่าตอบแทนให้เธอเพียง 3,000 บาท เพื่อเป็นเงินเดือนคนทำงานบ้านพี่ติ๋ม แถมเวลาเดินทางไปหาลูกค้า ไปหาแหล่งข่าว ไปหา Conection ที่เป็นเครือข่ายของเจ๊ ก็ใช้รถพี่ติ๋มนี่แหละ เรียกว่าเป็นบัดดี้ในการลุย พี่ติ๋มไม่ต่างจากเซลส์สมองเพชร เพราะไม่ใช่แค่เซลส์ที่มีวิญญานขายอย่างเดียว สมองมีครีเอทมีเคล็ดลับในการคุย มีวิธีการอธิบาย มีความสามารถในการปิดการขายด้วยวิธีที่ตรงไปตรงมา

หนังสือพิมพ์ INTERTRANSPORT LOGISTICS ฉบับปฐมฤกษ์ 1-15 พฤศจิกายน 2543 ได้ AIS มาโฆษณาเต็มหน้าสี่สี และมาด้วย PTT ( ปตท.) AIS สลับกัน จนถึงสิ้นปี 2543 หนังสือพิมพ์ฯ ออกวางแผงไป 2 เดือน จำนวน 4 ปักษ์ สรุปตัวเลขรายได้จากค่าโฆษณาแล้ว งบบริษัทฯ ขาดทุนไปส่วนหนึ่ง

เป็นการเริ่มต้นทำงานที่ผมกับพี่ติ๋ม ไม่มีเงินเดือนจ่ายตัวเอง มีเพียงค่าอาหาร มีเพียงเงินจ่ายค่าโรงพิมพ์ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเช่าบ้านที่เป็นสำนักงาน ค่าฝ่ายศิลป์ !!!

นอกจากรายได้จากค่าโฆษณาแล้ว การขายสมาชิกหนังสือเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถเก็บเป็นเงินสดล่วงหน้าเป็นรายปี นับแต่วันแรกที่ออกหนังสือพิมพ์ ในเล่มจึงมีใบสมัครสมาชิก และกลายเป็นน้ำฝนที่หล่นลงมาให้ชื่นใจอย่างฉับพลัน !!!

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2543 หลังหนังสือพิมพ์ INTERTRANSPORT LOGISTICS ฉบับปฐมฤกษ์ วางแผงไปได้ 2 วัน มีผู้อ่านสมัครสมาชิกโดยแฟ็กซ์เข้ามาเป็นรายแรก และเป็นสมาชิกจนถึงปัจจุบัน

สมาชิกท่านนั้นคือ คุณจรรยา ธนาอธิพร รองประธาน LF Logistics ( Thailand ) ในเครือ LEE&FUNG Group Hong Kong ในตอนนั้นเธอเป็น GM Logistics ที่ ซิลลิค ฟาร์ม่า บริษัทยาระดับโลก โดยเธอดูงานด้านโลจิสติกส์และคลังสินค้า เธอระบุในสมัครว่า ต้องการอ่านหนังสือแนวแบบนี้มานานแล้ว

ในปี 2544 แม้การตะลุยทั้งปีผลที่ออกมาในงบการเงินปี 2544 ติดลบหรือขาดทุดสะสมเกือบล้านบาท !!!

1 ปีกับ 2 เดือน เห็นตัวเลขแล้วมือต้องเกยหน้าผาก  แต่สิ่งที่น่าสังเกตและเป็นอีกจุดที่จะนำมาซึ่งความพลิกผันในปีถัดมากล่าวคือ เมื่อหนังสือออกไปได้ประมาณ 8 เดือน นับจากหนังสือพิมพ์ INTERTRANSPORT LOGISTICS ฉบับปฐมฤกษ์ วางแผงในช่วงปลายปี 2543 กลางปี 2554 เริ่มมีหลายองค์กรติดต่อมาขอซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับเก่าที่ตีพิมพ์และเก็บออกจากแผงมาแล้ว เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ.....

การพลิกฟื้นแบบตีลังกากลับ 360 องศา จากบทสรุปที่ว่าเจ๊งแน่ๆ กลับมาทำกำไรกว่า 1,000,000 บาทในปี 2545 อะไรคือปัจจัย การอดทนของกระแสโลจิสติกส์ที่ยังไม่มาถึง ด้วยการออกหนังสือก่อนหน้ากว่าปีครึ่งนั้น เส้นทางของ หนังสือพิมพ์ INTERTRANSPORT LOGISTICS กำลังเข้า Line ที่ว่า มาได้ถูกที่ ถูกเวลา ถูกความต้องการ ตาม Concept Logistics หรือไม่

มีคำโบราณให้คติสอนใจไว้ว่า "จะตีเหล็กให้ตีตอนร้อน" ผลพวงของการมีจำนวนสมาชิกผู้อ่านเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่จำนวนองค์กรธุรกิจ หน่วยงานการศึกษา ได้ติดต่อขอซื้อหนังสือพิมพ์ INTERTRANSPORT LOGISTICS เพื่อเป็นข้อมูลทางธุรกิจ นับตั้งฉบับแรกที่เก็บจากแผงจำหน่ายมาแล้ว ก็มีเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

พ็อกเก็ตบุ๊ค เล่มแรก Logistics Case Study in Thailand 1
ความเป็นนักขายมือทอง มีมุมการตลาดที่แตกต่าง มีประสบการณ์ตรงจากองค์กรขนาดใหญ่
"พี่ติ๋ม วรรณา พิสาลสิน" เขาเสนอให้นำเนื้อหาที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ในรอบ 18 เดือนที่ผ่านมารวมเป็นเล่ม
พ็อกเก็ตบุ๊คขาย และแน่นอนวิธีคิดของพี่เขาไม่ธรรมดาในภาวะที่เราไม่ทุน บริษัทขาดทุน ทำได้แต่เพียงจ่ายหนี้ให้คู่ค้าให้ครบทุกบาททุกสตางค์
ผมบอกกับพี่ติ๋มว่า "ผมอยากได้ทุนที่มีกำไรจากการทำพ็อกเก็ตบุ๊คก่อนวางแผงขาย"

หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าเราจะหาสปอนเซอร์โฆษณาเข้ามาก่อน เพื่อให้มีทุนในการผลิต หรือหากขายไม่ได้ในตลาด ก็ไม่สร้างหนี้ก่อนใหม่มาถมก้อนเดิมที่มีอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นเราทั้งคู่ได้กลับไปติดลบกว่าเดิม

หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค เล่มแรกในชีวิตของผมชื่อ Logistics Case Study in Thailand 1

ด้วยความเห็นร่วมกัน ด้วยความสามารถของพี่ติ๋ม ยอดขายโฆษณาและสปอนเซอร์ของหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค เล่มแรก "ทำได้ เกือบสี่แสนบาท" ก่อนที่จะพิมพ์ขาย

หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค เล่มแรก Logistics Case Study in Thailand 1 เป็นหนังสือเฉพาะทางมีตลาดเล็กมาก แต่ผมสั่งพิมพ์ทีเดียว 10,000 เล่ม  เพราะความอ่อนด้อยในการหาข้อมูลของผม ซึ่งโดยปกติเวลาจะพิมพ์หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค ทุกสำนักพิมพ์จะมียอดพิมพ์ที่ 2,500 -3,000 เล่ม หากมียอดดีถึงทยอยพิมพ์เป็นครั้งที่ 2 ที่ 3 และอีกหลายครั้งหากได้รับการตอบรับจากผู้อ่าน

ความด้อยประสบการณ์ของผมละเลงไปการพิมพ์ 10,000 เล่ม โชคดีที่มีเงินขายโฆษณาและสปอนเซอร์ที่ทำไว้ได้ หลังคิดต้นทุนแล้วยังมีเงินเหลือประมาณ 25 % ก่อนหนังสือวางจำหน่าย

หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค เล่มแรก กำหนดราคาขายหน้าปกไว้ที่ 180 บาท สิ่งที่เกินคาดหมายของ Logistics Case Study in Thailand 1 หนังสือที่ดำเนินการผลิตในช่วงเดือนมีนาคม 2545 และมีกำหนดวางแผงในช่วงหลังสงกรานต์ ปี 2545 แต่ได้ร้านหนังสือต่าง โทร.มาขอจองหนังสือไปวางจำหน่ายล่วงหน้า ก่อนที่จะส่งให้ผู้จัดจำหน่าย

หลังสงกรานต์ วันที่ 20 เมษายน 2545 หนังสือ Logistics Case Study in Thailand 1 หลายพันเล่ม ถูกส่งไปให้ "งานดี" จัดจำหน่ายเพื่อกระจายไปวางในร้านซีเอ็ด ร้านดอกหญ้า ร้านหนังสือทั่วประเทศ ต้นเดือนพฤษภาคม 2545 ทีมเดินทางไปสำรวจที่วางแผง สิ่งที่ตอบรับเกินคาดหมาย หนังสือติดอันดับหนังสือขายดี 1 ใน 10 หลายร้าน เช่น ร้านดอกหญ้า ขายดีอันดับ 1 ร้านซีเอ็ดหลายสาขา ขายดีเป็นอันดับ 3 ขณะที่ในต่างจังหวัด ที่นครราชสีมาหนังสือติดอันดับหนังสือขายดีอันดับ 2 ในร้านซีเอ็ด หนังสือขึ้นแท่นหนังสือขายดีอันดับ 1 หลายที่ ติด TOP 10 หลายแห่ง 

ปลายปี 2545 เป็นช่วงเวลาการหลุดพ้นหลุมอากาศทางการเงิน สภาพคล่องทางการเงินบริษัทดีขึ้น ผมเริ่มจ่ายเงินเดือนพี่ติ๋ม และหนังสือLogistics Case Study in Thailand 1 ทำรายได้ให้บริษัทในปี 2545 รวมกว่า 1,000,000 บาท และมีหนังสือที่เหลือกลับมาจากแผง 2,500 เล่ม จากยอดพิมพ์ 10,000 เล่ม !!!

หนังสือที่เหลือ 2,500 เล่ม บริษัทนำกลับมาขายเอง ในราคาเล่มละ 170 บาท ปัจจุบันเหลือเก็บไว้เป็นไว้เป็นที่ระลึก 40 เล่ม

ในความสว่าง ใช่จะไร้เงามืด ประสบการณ์หนึ่งที่ผมต้องจดจำและเกือบพลาด ผมเกือบจะทำเงินล้านที่จะมาพลิกฟื้นบริษัทฯ หายมะลายสูญ ด้วยประสบการณ์เช่นเคย ในการเลือกผู้จัดจำหน่าย มีบริษัทจัดจำหน่ายที่เปิดมาไม่นาน แต่มุ่งเจาะกระจายหนังสือเข้าร้านในปั็มน้ำมัน หรือ G-Store ขอเป็นผู้จัดจำหน่าย ผมยื่นเงื่อนไขต้องซื้อขาดหนังสือ 30 % ของยอดหนังสือที่ต้องการนำไปจัดจำหน่าย ความหมายคือ ต้องจ่ายเงินสดให้ผมก่อน 30 % ซึ่งก็ตกลงด้วยดี

.แต่พอถึงวันเซ็นสัญญา ขอเปลี่ยนเงื่อนไขเป็นรับฝากขายคือไม่มีมัดจำตามตกลง จึงตัดสินใจไม่ให้เป็นผู้จัดจำหน่ายทั้งหมด เหตุเพราะการที่คุณตกลงแล้วในเงื่อนไขแล้วคุณเปลี่ยนใจเท่ากับว่า คุณมีความเสี่ยงและไม่มีเครดิตแล้ว การรักษาคำพูดเป็นสิ่งสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ก็ไม่อยากหักน้ำใจคนที่กำลังปั้นกิจการเหมือนกันจึงให้ 1,000 เล่ม ไปจำหน่ายเฉพาะในปั้มน้ำมัน

และให้พี่ติ๋ม ติดต่อ "งานดี" ในเครือมติชน ที่พี่ติ๋มเคยทำงาน เป็นผู้จัดจำหน่ายในร้านทั้งหมดทั่วประเทศ

หลายเดือนต่อมาช่วงปลายปี 2545 หนังสือ 1,000 เล่ม ในมือผู้จัดจำหน่ายใน G-Store เริ่มมีกลิ่นไม่ดีมาแตะจมูก เมื่อผู้จัดจำหน่ายจาก ซึ่งในเวลานั้นเป็นจัดจำหน่ายและเป็นผู้กระจายหนังสือพิมพ์ INTERTRANSPORT LOGISTICS ไปทั่วประเทศให้บริษัทฯ  โทร.มาถามเรื่องผู้จัดจำหน่ายหนังสือในปั้มหรือ G-Store เครดิตเป็นยังไง !!!

เขาแจ้งว่า ผิดนัดชำระหนี้ เช็คเด้งมาหลายรอบ งานนั้นบริษัทฯ เสียหายไปในราว 100,000 บาท หลังทวงถามหลายครั้งก็ไม่ได้รับเงินค่าหนังสือ รอบนั้นโดนกันหลายราย

นี่เป็นประสบการณ์โดนเบี้ยวหนี้ครั้งแรก แต่นี่ไม่ใช่ครั้งเดียว..!!!

ต้องขอบคุณบุญกรรมดีที่รอดปากเหวมาได้ ครั้งที่ 1

2545 นิตยสารรายเดือน Logistics Thailand

ความสำเร็จของ หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค เล่มแรก Logistics Case Study in Thailand 1  ผมตัดสินใจ "จะตีเหล็กให้ตีตอนร้อน" อีกครั้ง ในเดือนกันยายน 2545 ได้ตัดสินใจออกนิตยสารรายเดือน Logistics Thailand วางจำหน่ายที่แผงหนังสือทั่วประเทศและทำตลาดสมาชิก และเริ่มเตรียมตัวในการขยับทิศทางการตลาดหนังสือที่มีเสริมทัพด้วยกิจกรรมสัมมนากับองค์กรสมาคมในเวลานั้น

2546 งานสัมมนา “รวมพลคนโลจิสติกส์” ในประเทศไทย ครั้งแรก…

ในปี 2546 เดือน กรกฎาคม ช่วงปลายงาน “รวมพลคนโลจิสติกส์” ในประเทศไทย ครั้งแรกก็ถูกจัดขึ้น ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานกว่า 500 คน ห้องออดิทอเรียม เต็มทุกที่นั่งและที่นั่งเสริมอีก 4 แถว นั่นเป็นความสำเร็จที่ถูกต่อยอดมาจนถึงปัจจุบัน 30 ตุลาคม 2558 ที่งาน “รวมพลคนโลจิสติกส์” จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 13

2547 งานประชุมและแสดงสินค้า Logistics ASIA

ในช่วงปี 2547 ด้วยความสนับสนุนของอาจารย์ ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ ในนามของสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ BITEC ที่มีเป้าหมายในการจัดงานประชุมและแสดงสินค้า Logistics ASIA 2003 เป็นการจัด Exhibition ด้าน Logistics ในเมืองไทย ผมและสื่อในเครือได้รับการอุปถัมภ์ดึงเข้าไปร่วมเป็นพันธมิตรในการจัดงานนับเป็นการก้าวเท้าแรกสำหรับการงานจัด Exhibition ที่เป็นผู้ร่วมสนับสนุน

ในปีถัดมาต้องเข้ามารับหน้าเสื่อในการจัดงาน ประชุมและแสดงสินค้า Logistics ASIA 2004 เต็มตัว หลังจาก BITEC ยุบหน่วยงานในการแสดงสินค้า กลายเป็นผู้จัดงาน ประชุมและแสดงสินค้าที่ด้อยประสบการณ์ตรง

แต่ด้วย BITEC ช่วย Support งานก็ผ่านไปได้ พร้อมกับกับกิจการสัมมนาในงาน 3 วัน 10 ห้อง ที่บริหารด้วยคนทำงานไม่ถึง 5 คน

ในปี 2548 การจัดงาน ประชุมและแสดงสินค้า Logistics ASIA 2005 ก็ถูกจัดขึ้น บนพื้นที่ใหญ่กว่าปี 2004 กว่าเท่าตัว และสัมมนาเต็ม 22 ห้อง 3 วัน และเป็นแสดงสินค้า Logistics งานเดียวในประเทศไทย ที่สมบูรณ์แบบทั้งเนื้อหา เทคโนโลยีที่มาแสดง และงานนี้เต็มไปด้วยสำเร็จ แต่ก็เกือบตกหลุมดำปากเหวอีกรอบ

หากไม่เฉลียวใจทุกอย่างคง เก็บฉากนับแต่วันนั้น.....

ในปี 2550 ออกนิตยสาร Purchasing Thailand เพื่อลองตลาดและเจาะอีกกลุ่มเป้าหมาย ผลที่ได้คือละลายทรัพย์ไปกว่าล้านบาท อย่างไรก็ตามเกิดดอกผลในด้านพ็อกเก็ตบุ๊คตามมา 2 เล่ม ชื่อ กรณีศึกษา การบริหารงานจัดซื้อ 1 และ 2 ขณะเดียวกันก็เริ่มขยายฐานการจัดกิจกรรมสัมมนาไปยังต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี

งานสื่อวิทยุและสื่อทีวี เป็นอีกแขนงที่แหย่ขาเข้าไปทดลอง ถือเป็นการลองวิชาในช่วงปี 2555-2556 และได้เลิกไปในปี 2557 พร้อมกับเป้าหมายในการมุ่งตลาดหนังสือที่มีทั้งเป็นเล่ม และการเข้าสู่ยุคดิจิตัล ที่จะมีการพัฒนาการให้บริการผู้อ่านในรูป E-book / E-magazine และบริการข้อมูลผ่าน Internet ในปี 2559

15 ปี บนเส้นทางสื่อ Logistics ฉบับแรกฉบับเดียว เรายังเน้นพัฒนาความรู้ใหม่นำเสนอสิ่งที่แตกต่าง

อย่างไรก็ตาม...การยังคงอยู่ในปัจจุบันมาจากการเกื้อหนุนขององค์กร บุคคล คู่ค้า ลูกค้า และผู้อ่าน

ขอบคุณ ด้วยจิตคารวะ

15y

ประกาศรำลึก :

ขออุทิศความดีที่ได้ทำ บุญกุศลที่ได้ก่อ...แด่พี่สาวแสนดี
" พี่ติ๋ม วรรณา พิสาลสิน"
เนื้อหานี้เขียนขึ้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนมีฝัน อยากทำฝันให้เป็นจริง..
เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี การก่อตั้งหนังสือพิมพ์ Logistics ฉบับแรกในประเทศไทย
กระทั่งเพิ่ม Value มาเป็น Pocketbook ต่อยอดเป็น Magazine ขยายเป็น Conference เติบโตเป็น Exhibition สร้างสรรค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อโอกาสประเทศไทย...

 

 

Logistics Land Link ASEAN

กัมพูชา ลาว เมียนมาร์  เวียดนาม มาเลเซีย

ประเทศไทยถือเป็นประเทศจุดกึ่งกลางที่มีทำเลที่ตั้ง ที่เป็น "ศูนย์กลาง" ภูมิภาคอาเซียน (Regional Hub) กลุ่มผู้ให้บริการโลจิสติกส์ข้ามชาติ (Logistics Provider) ขยาย "เครือข่าย" ขนถ่ายสินค้าข้ามแดน (Cross border) โดยเฉพาะประเทศอาเซียนที่มีแผ่นดินติดกัน เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมาร์  เวียดนาม และมาเลเซีย

Fillผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย หลายรายเลือกเชื่อมเครือข่าย Logistics กับ Logistics ข้ามชาติ หรือออกจากพื้นที่เดิม ขยับไปหาตลาดใหม่ในประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกัน เพื่อหาโอกาสใหม่ๆ ในการการเข้าสู่ตลาดให้บริการแบบข้ามแดน หรือการ Focus ในธุรกิจอุตสาหกรรมของชาติเดียวกันที่ขยายตลาดเข้าสู่เพื่อบ้าน

Dr. Do Xuan Quang, Chairman, ASEAN Federation of Forwarders Associations (AFFA), Vietnam กล่าวว่า ปัจจุบันภูมิภาคอาเซียน คือตลาดขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลกรองจากจีนและอินเดีย โดยมูลค่าการค้าในปัจจุบันเท่ากับ 1,200 พันล้านเหรียญ หรือคิดเป็นร้อยละ 2 ของ GDP โลก และมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดของกลุ่มเศรษฐกิจโลก หรือคิดเป็นร้อยละ 5.6 ต่อปี ทั้งนี้ เห็นว่าการส่งเสริมและพัฒนาในสาขาโลจิสติกส์ เป็นหนึ่งใน 12 สาขาอุตสาหกรรมที่อาเซียนเห็นว่าควรเร่งเปิดเสรี ในปี 2558 เนื่องจากเป็นสาขาที่มีศักยภาพสูงในการแข่งขันของภูมิภาค

การดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดเสรีในสาขาโลจิสติกส์ อาทิ การพัฒนาให้บริการ ณ จุดเดียว การเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม การอำนวยความสะดวกด้านศุลกากร และการปรับมาตรฐานกฎระเบียบ การอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์สูงที่สุดในอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ตามลำดับ

ทิศทางการกำหนดแผนพัฒนาโลจิสติกส์ของอาเซียนนั้น เห็นว่าการสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน การร่างกฎหมายที่มีมาตรฐานร่วมกัน การพัฒนาศักยภาพผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ในภูมิภาค การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดตั้งศูนย์บริการด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค มีความสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียนในอนาคต.

อ่านเพิ่มเติม...

 

สถานะการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ของ ASEAN

1. พม่า ปัจจุบันพม่าอยู่ระหว่างการปฏิรูประบบการขนส่ง การอำนวยความสะดวกทางการค้าของประเทศ โดยได้บรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นการพัฒนาในด้านต่างๆ อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ และการส่งเสริมเปิดเสรีด้านโลจิสติกส์

2. กัมพูชา การพัฒนาด้านโลจิสติกส์ของกัมพูชาในปัจจุบันยังไม่สูงมาก เช่น ยังไม่มีการจัดตั้งหน่วยงานและคณะทำงานเพื่อดูแลด้านโลจิสติกส์อย่างจริงจัง เพื่อออกกฎนโยบายด้านโลจิสติกส์ของประเทศ รวมถึงขาดความร่วมมือของหน่วยงานเพื่อพัฒนาด้านโลจิสติกส์ที่เป็นระบบในประเทศ

3. ไทย ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ เนื่องจากมีฐานที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค และมีความพร้อมด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่เห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญ อาทิ การส่งเสริมจากทางภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการพัฒนาและสร้างเครือข่ายด้านโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการส่งเสริมและเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบและจริงจังแก่บุคลากรและผู้บริการด้านโลจิสติกส์ของประเทศ เป็นต้น

4. ลาว ปัจจุบันการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ของลาวยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น โดยยังไม่มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลด้านโลจิสติกส์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ อุปสรรคอื่นๆ อาทิ ขาดนโยบายที่ชัดเจนจากทางภาครัฐ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ขาดการสร้างความตระหนักรู้ของหน่วยงานต่างๆ ในประเทศ และยังขาด  การปรับกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ของประเทศ

5. เวียดนาม ปัจจุบันเวียดนามมีมูลค่าการค้าด้านโลจิสติกส์ คิดเป็นร้อยละ 20 ของ GDP ของประเทศ แต่ยังไม่มีการจัดตั้งคณะกรรมการด้านโลจิสติกส์เพื่อดูแลของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ปัญหาในด้านอื่นๆ อาทิ ความจำกัดด้านการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน (ร้อยละ 65 เป็นการขนส่งทางบก) ขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและการจัดตั้งหน่วยงานที่ดูแลด้านโลจิสติกส์ รวมถึงยังไม่มีการจัดตั้งหน่วยงาน National Single Window (NSW) เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าในประเทศอย่างจริงจัง

6. อินโดนีเซีย แม้ประเทศอินโนนีเซียประกอบด้วยหมู่เกาะจำนวนมาก แต่ยังขาดประสิทธิภาพด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดการระบบโลจิสติกส์ของประเทศอย่างเป็นระบบ  รวมถึงยังมีอุปสรรคในด้านอื่นๆ ที่สำคัญ อาทิ กฎระเบียบด้านศุลกากรที่มีความซับซ้อน ขาดการพัฒนาบุคลากรและผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ และการอำนวยความสะดวกและพัฒนาเครือข่ายด้านโลจิสติกส์ เช่น การพัฒนาระบบให้บริการE-commerce เพื่อลดต้นทุนและระยะเวลาดำเนินการ โดยเห็นว่านโยบายการพัฒนาโลจิสติกส์ควรเป็นความร่วมมือของทั้งภาครัฐและเอกชน และควรบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่องต่อไป

7. สิงคโปร์ แม้สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเทคโนโลยี และการอำนวยความสะดวกทางการค้า แต่เห็นว่าประเด็นความท้าทายที่ไม่ควรมองข้าม อาทิ ความจำกัดของทรัพยากรของประเทศ และการดำรงไว้ซึ่งประสิทธิภาพและความสามารถในการเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาคในอนาคต

8. ฟิลิปปินส์ ประเทศฟิลิปปินส์ประกอบด้วยหมู่เกาะจำนวน 7,000 เกาะ แต่การจัดการด้านโลจิสติกส์ของประเทศยังมีจำกัด โดยปัจจัยสำคัญที่ควรเร่งพัฒนา คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะการขนส่งทางเรือ ซึ่งเป็นภาคการขนส่งที่สำคัญของประเทศ

9. มาเลเซีย การพัฒนาด้านโลจิสติกส์ของมาเลเซีย ยังควรต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจังทั้งนี้ อุปสรรคต่อการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ของมาเลเซีย อาทิ ความจำกัดของระบบโครงสร้างพื้นฐานในประเทศการออกกฎหมายที่ยังขาดความชัดเจน ความซับซ้อนของกฎระเบียบด้านศุลกากร และการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทุกภาคส่วนของการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ.

แก้ไขล่าสุด (วันศุกร์ที่ 08 พฤษภาคม 2015 เวลา 19:25 น.)

 
Login Form